กรณีเงินเดือนติดลบหรือไม่มีเงินพอหัก ต้องดำเนินการอย่างไร

“เงินเดือนสุทธิติดลบ” หรือ “เงินไม่พอหัก” ไม่ได้ทำให้หน้าที่นำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหายไป ต้องตรวจสอบก่อนว่าเกิดจากกรณีใด

  • หากมีค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์ แต่เงินสุทธิไม่พอเพราะมีรายการหักอื่น ต้องคำนวณกองทุนจากค่าจ้างตามปกติ และปรับลดหรือเลื่อนรายการหักอื่นที่ไม่จำเป็น
  • หากไม่มีค่าจ้างจริง เช่น ลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างทั้งงวด และไม่มีค่าจ้างอื่น ฐานกองทุนเป็น 0 บาท
  • หากนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้าง แม้ยังไม่ได้จ่ายเงินจริง นายจ้างยังมีหน้าที่นำส่ง
  • หากยอดติดลบจากการแก้ไขค่าจ้างย้อนหลัง ไม่ควรบันทึกเงินกองทุนเป็นจำนวนติดลบ ต้องแก้ไขรายการนำส่งตามขั้นตอนของกองทุน

ต้องแยก “ค่าจ้าง” ออกจาก “เงินสุทธิ”

เงินที่ใช้คำนวณกองทุนคือค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์ก่อนหักรายการต่าง ๆ ไม่ใช่เงินสุทธิที่ลูกจ้างได้รับ

ค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์ − รายการหักต่าง ๆ = เงินสุทธิ

ตัวอย่าง พนักงานมี

  • ค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์ 20,000 บาท
  • ภาษีและรายการหักอื่น 20,500 บาท
  • เงินสุทธิตามระบบติดลบ 500 บาท

เงินกองทุนยังคำนวณจากค่าจ้าง 20,000 บาท

  • เงินสะสมลูกจ้าง 20,000 × 0.25% = 50 บาท
  • เงินสมทบนายจ้าง 20,000 × 0.25% = 50 บาท

การที่เงินสุทธิติดลบไม่ได้ทำให้ฐานกองทุนเป็นศูนย์ เพราะลูกจ้างยังมีค่าจ้างเกิดขึ้น 20,000 บาท

กรณีที่ 1 มีค่าจ้าง แต่รายการหักมากเกินไป

กรณีนี้มักเกิดจาก

  • หักเงินกู้หรือเงินยืม
  • หักเงินเดือนที่จ่ายเกินในงวดก่อน
  • หักค่าสวัสดิการ
  • หักค่าสินค้าพนักงาน
  • หักเงินประกันหรือความเสียหาย
  • หักสหกรณ์
  • หักกองทุนหรือรายการสมัครใจหลายรายการพร้อมกัน

แนวทางดำเนินการ

  1. คำนวณค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์ก่อน
  2. คำนวณเงินสะสมกองทุนจากฐานค่าจ้างนั้น
  3. กันยอดเงินสะสมกองทุน ภาษี และรายการบังคับตามกฎหมายก่อน
  4. ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของรายการหักอื่น
  5. ลดหรือเลื่อนรายการหักโดยสมัครใจไปงวดถัดไป
  6. ไม่ปล่อยให้ระบบสร้างเงินสุทธิติดลบโดยอัตโนมัติ
  7. แจ้งลูกจ้างและเก็บหลักฐานการตกลงปรับแผนการหัก

นายจ้างไม่ควรตัดเงินสะสมกองทุนออกก่อนเพียงเพราะรายการหักอื่นถูกบันทึกไว้ก่อนในระบบเงินเดือน

กรณีที่ 2 ไม่มีค่าจ้างจริงทั้งงวด

ถ้าลูกจ้างลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างทั้งเดือนและไม่มีเงินรายการอื่นที่เป็นค่าจ้าง

รายการ จำนวน
ค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์ 0 บาท
เงินสะสมลูกจ้าง 0 บาท
เงินสมทบนายจ้าง 0 บาท

กรณีนี้ไม่ใช่ “เงินไม่พอหัก” แต่เป็นกรณีไม่มีฐานค่าจ้าง จึงไม่มีเงินสะสมและเงินสมทบในงวดนั้น อย่างไรก็ตาม ลูกจ้างยังคงเป็นสมาชิกกองทุน ไม่ควรแจ้งออกเพียงเพราะไม่มีค่าจ้างชั่วคราว

กรณีที่ 3 เงินเดือนเป็นศูนย์ แต่ยังมีค่าจ้างอื่น

ต้องตรวจทุกรายการในงวด ไม่ควรดูเฉพาะช่องเงินเดือน

ตัวอย่าง ลูกจ้างลาโดยไม่ได้รับเงินเดือนทั้งเดือน แต่ได้รับค่าคอมมิชชันที่ถือเป็นค่าจ้าง 8,000 บาท

  • ฐานกองทุน = 8,000 บาท
  • เงินสะสมลูกจ้าง = 20 บาท
  • เงินสมทบนายจ้าง = 20 บาท

แม้เงินเดือนประจำเป็นศูนย์ แต่ยังมีฐานค่าจ้าง จึงยังต้องนำส่ง

กรณีที่ 4 นายจ้างค้างจ่ายค่าจ้าง

หากลูกจ้างทำงานและมีสิทธิได้รับค่าจ้าง แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเพราะขาดสภาพคล่อง ไม่ถือว่าเป็นฐานศูนย์

มาตรา 131 กำหนดว่า หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด ให้นายจ้างนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบโดยถือเสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว บทบัญญัติกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มาตรา 130–131

ตัวอย่าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้าง 30,000 บาท แต่นายจ้างยังไม่ได้จ่าย

  • เงินสะสมที่ต้องนำส่ง = 75 บาท
  • เงินสมทบนายจ้าง = 75 บาท
  • รวม = 150 บาท

บริษัทไม่สามารถระบุว่าไม่มีเงินพอจ่าย แล้วเลื่อนการนำส่งกองทุนตามค่าจ้างนั้นโดยอัตโนมัติ

กรณีที่ 5 เงินสุทธิไม่พอหักเงินสะสม

หากมีค่าจ้าง แต่หลังจากหักรายการบังคับอื่นแล้วเหลือเงินไม่พอหักเงินสะสมเต็มจำนวน ควรดำเนินการตามลำดับดังนี้

วิธีที่ควรทำก่อน

  • ตรวจสอบและเลื่อนรายการหักโดยสมัครใจ
  • ลดการหักคืนเงินกู้หรือเงินล่วงหน้าในงวดนั้น
  • ปรับรายการหักที่สามารถแบ่งชำระได้
  • ตรวจเพดานและหนังสือยินยอมในการหักค่าจ้าง
  • ให้ระบบกันเงินกองทุนก่อนรายการหักสมัครใจ

หากยังไม่เพียงพอจริง

เพื่อป้องกันการนำส่งขาด นายจ้างควรนำส่งยอดกองทุนให้ครบตามฐานค่าจ้างก่อน ส่วนเงินสะสมของลูกจ้างที่นายจ้างออกแทนชั่วคราว ต้องบันทึกเป็นลูกหนี้พนักงานหรือเงินสำรองจ่ายอย่างชัดเจน

การเรียกคืนในงวดถัดไปควร

  • แจ้งรายละเอียดให้ลูกจ้างทราบ
  • ขอความยินยอมเป็นหนังสือหากเป็นการหักนอกเหนือจากที่กฎหมายให้อำนาจ
  • ปฏิบัติตามข้อจำกัดเรื่องการหักค่าจ้าง
  • ไม่เรียกเก็บซ้ำกับยอดของงวดใหม่
  • แยกยอดค้างเดิมกับเงินสะสมงวดปัจจุบันในรายงาน

เนื่องจากแนวปฏิบัติเรื่องนายจ้างสำรองจ่ายแทนในกรณีเงินไม่พอหักยังควรยืนยันกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายจ้างไม่ควรตั้งวิธีเรียกคืนเองโดยขัดกับกฎหมายการหักค่าจ้าง

กรณีที่ 6 ยอดติดลบจากการเรียกคืนเงินเดือนที่จ่ายเกิน

ตัวอย่าง

  • เดือนก่อนจ่ายเงินเดือนเกิน 10,000 บาท
  • เดือนปัจจุบันมีค่าจ้าง 8,000 บาท
  • ระบบนำยอดเรียกคืน 10,000 บาทมาหัก ทำให้สุทธิติดลบ 2,000 บาท

ฐานกองทุนของเดือนปัจจุบันยังต้องพิจารณาจากค่าจ้าง 8,000 บาท ไม่ใช่ −2,000 บาท

  • เงินสะสมงวดปัจจุบัน = 8,000 × 0.25% = 20 บาท
  • เงินสมทบนายจ้าง = 20 บาท

ยอดเงินเดือนที่จ่ายเกินในอดีตเป็นหนี้หรือรายการปรับปรุง ไม่ควรนำมาลดฐานค่าจ้างของเดือนปัจจุบันจนติดลบ เว้นแต่เป็นการแก้ไขค่าจ้างของงวดเดิมโดยตรงและดำเนินการแก้ไขแบบนำส่งตามขั้นตอนของกองทุน

กรณีที่ 7 แก้ไขฐานค่าจ้างย้อนหลัง

หากพบว่ารอบก่อนคำนวณค่าจ้างหรือเงินกองทุนเกิน ไม่ควรนำยอดเกินมาติดลบในงวดปัจจุบันเอง

ควรดำเนินการดังนี้

  1. ระบุงวดที่คำนวณผิด
  2. ตรวจฐานค่าจ้างที่ถูกต้อง
  3. คำนวณเงินสะสมและเงินสมทบส่วนเกิน
  4. ยื่นแก้ไขรายการของงวดเดิมตามช่องทางที่กองทุนกำหนด
  5. ขอคืนหรือขอปรับปรุงยอดตามขั้นตอน
  6. ไม่หักกลบกับยอดนำส่งงวดใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาต

หากงวดเดิมนำส่งขาด ต้องนำส่งส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด การส่งไม่ครบหรือล่าช้าอาจมีเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือนของยอดที่ยังไม่ได้นำส่ง

กรณีพนักงานลาออกและเงินงวดสุดท้ายไม่พอหัก

ควรตรวจสอบดังนี้

  • ค่าจ้างงวดสุดท้ายที่เข้าเกณฑ์
  • เงินสะสมที่ต้องหัก
  • รายการหักอื่นที่อาจเลื่อนหรือยกเลิกได้
  • เงินค้างจ่าย ค่าคอมมิชชัน หรือค่าจ้างอื่น
  • หนังสือยินยอมและข้อจำกัดการหักค่าจ้าง

นายจ้างยังต้องนำส่งเงินสมทบของตนเอง และไม่ควรลดฐานกองทุนเพียงเพราะเงินสุทธิหลังรายการหักอื่นไม่เพียงพอ ส่วนเงินสะสมที่เรียกเก็บจากลูกจ้างไม่ได้ ควรขอแนวทางจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อนเรียกเก็บภายหลังหรือสำรองจ่ายแทน

แนวทางตั้งค่าระบบเงินเดือน

ระบบควรแยกอย่างน้อย 4 ค่าออกจากกัน

  1. ค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์กองทุน
  2. เงินสะสมของลูกจ้าง
  3. เงินสมทบของนายจ้าง
  4. เงินสุทธิหลังหัก

ควรตั้งระบบให้

  • ฐานกองทุนไม่ติดลบ
  • เงินสะสมไม่ติดลบ
  • เงินสมทบไม่ติดลบ
  • แจ้งเตือนเมื่อเงินสุทธิไม่พอหัก
  • ไม่ตัดเงินกองทุนออกอัตโนมัติ
  • ไม่หักกลบยอดย้อนหลังข้ามงวด
  • แสดงรายงานพนักงานที่เงินสุทธิติดลบเพื่อให้ HR ตรวจสอบก่อนปิดงวด

สรุป: หากมีค่าจ้างเกิดขึ้น แม้เงินสุทธิจะติดลบจากรายการหักอื่น ก็ยังต้องคำนวณและนำส่งกองทุนจากค่าจ้างตามจริง ควรเลื่อนรายการหักสมัครใจก่อน หากไม่มีค่าจ้างจริงจึงคำนวณเป็นศูนย์ ส่วนการสำรองจ่ายแทนลูกจ้างหรือเรียกคืนภายหลังควรทำอย่างมีหลักฐานและยืนยันวิธีกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

แนะนำสำหรับฝ่าย HR

หากคุณใช้ระบบเงินเดือน Bplus HRM สามารถตั้งค่าการหักเงินได้ทุกกรณี

พร้อมรองรับแบบฟอร์สกล.3 และ สกล.3/1ได้อย่างครบถ้วน

ช่วยให้การจัดการเอกสารและการนำส่งเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

หรือสนใจชมสาธิตการใช้งานเพื่อรับสิทธิทดลองใช้

ติดต่อหาเราได้ที่

 
สนใจโปรแกรมเงินเดือนติดต่อ 092-345-3681 สนใจโปรแกรมเงินเดือนติดต่อ 092-345-3681 สนใจโปรแกรมเงินเดือนติดต่อ 092-345-3681