ลูกจ้างชาวต่างชาติต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเช่นเดียวกับลูกจ้างชาวไทย หากมีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” ตามกฎหมาย และทำงานกับนายจ้างที่อยู่ในข่ายบังคับของกองทุน
กฎหมายไม่ได้ยกเว้นเพราะสัญชาติ ตำแหน่งงาน หรือระดับเงินเดือน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าว พนักงานผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้บริหารชาวต่างชาติ หากทำงานภายใต้สัญญาจ้างแรงงานและได้รับค่าจ้าง ก็ต้องนำมาพิจารณาเป็นสมาชิกกองทุน
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ยังไม่เริ่มหักและนำส่งเงิน โดยกำหนดเริ่มจัดเก็บตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
1. พิจารณาจาก “สถานะลูกจ้าง” ไม่ใช่สัญชาติ
ลูกจ้างชาวต่างชาติต้องเข้าเป็นสมาชิก หากมีลักษณะดังนี้
- มีสัญญาจ้างแรงงานกับบริษัทในประเทศไทย
- ทำงานภายใต้การควบคุมหรือคำสั่งของนายจ้าง
- ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นการตอบแทน
- อยู่ในบัญชีเงินเดือนของบริษัท
- นายจ้างมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
- ลูกจ้างรายนั้นไม่ได้อยู่ในระบบสวัสดิการอื่นที่เข้าเงื่อนไขยกเว้น
ดังนั้น พนักงานสัญชาติเมียนมา กัมพูชา ลาว จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป หรือสัญชาติอื่น ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด
2. ผู้บริหารชาวต่างชาติก็อาจต้องเข้า
ตำแหน่ง “กรรมการ” หรือ “ผู้บริหาร” ไม่ได้ทำให้ได้รับยกเว้นโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบความสัมพันธ์ที่แท้จริง
ชื่อเรียกตำแหน่งไม่ใช่ข้อชี้ขาด ต้องพิจารณาสัญญา การจ่ายค่าตอบแทน อำนาจควบคุมการทำงาน และข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกัน
3. กรณีที่อาจไม่ต้องเข้ากองทุน
ลูกจ้างชาวต่างชาติอาจไม่ต้องเข้า หากเข้ากรณีใดกรณีหนึ่ง เช่น
- ลูกจ้างเป็นสมาชิก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่นายจ้างจัดให้และเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
- นายจ้างจัดให้มีระบบสวัสดิการกรณีออกจากงานหรือเสียชีวิตตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายยอมรับ
- นายจ้างหรือกิจการเป็นประเภทที่กฎหมายยกเว้น
- บุคคลนั้นไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างจริง เช่น เป็นที่ปรึกษาอิสระหรือกรรมการที่ไม่ได้ทำงานภายใต้สัญญาจ้าง
- สถานประกอบกิจการมีลูกจ้างต่ำกว่าเกณฑ์และยังไม่เคยเข้าสู่ระบบบังคับ
ประเด็นสำคัญคือ หากบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเฉพาะพนักงานไทย แต่ พนักงานต่างชาติไม่ได้เป็นสมาชิก พนักงานต่างชาติกลุ่มดังกล่าวอาจยังต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพราะต้องพิจารณาการได้รับความคุ้มครองเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ดูเพียงว่าบริษัท “มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว”
4. อัตราที่ต้องหักและสมทบ
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574
- ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง
- นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง
- นายจ้างเป็นผู้หักเงินสะสมจากค่าจ้างและนำส่งพร้อมเงินสมทบของนายจ้าง
- ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
หลังจากนั้น ตามกฎที่ประกาศไว้ อัตราจะเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% คำชี้แจงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ฉบับปรับปรุง 2569
ตัวอย่าง พนักงานชาวญี่ปุ่นได้รับค่าจ้าง 100,000 บาทต่อเดือน
- หักเงินสะสมลูกจ้าง 100,000 × 0.25% = 250 บาท
- นายจ้างสมทบ 100,000 × 0.25% = 250 บาท
- นำส่งกองทุนรวม 500 บาท
ทั้งนี้ ต้องใช้ฐาน “ค่าจ้าง” ตามความหมายของกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องเท่ากับเงินรับทั้งหมดในสลิป เพราะบางรายการอาจเป็นสวัสดิการหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ถือเป็นค่าจ้าง
5. การเป็นผู้ประกันตนไม่ใช่เหตุยกเว้น
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและกองทุนประกันสังคมเป็นคนละกองทุน แม้ลูกจ้างต่างชาติจะเป็นผู้ประกันตนและถูกหักประกันสังคมอยู่แล้ว ก็ยังอาจต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างด้วย หากอยู่ในเงื่อนไขบังคับ
แนวทางตรวจสอบสำหรับฝ่าย HR
ควรตรวจลูกจ้างต่างชาติเป็นรายคนตามลำดับนี้
- เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่
- นายจ้างมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปหรือไม่
- ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือระบบที่ได้รับยกเว้นหรือไม่
- เงินได้รายการใดเป็น “ค่าจ้าง” สำหรับคำนวณเงินสะสม
- เตรียมข้อมูลหนังสือเดินทาง ใบอนุญาตทำงาน เลขประจำตัวคนต่างด้าวและข้อมูลการจ้างให้ครบ
- ตั้งค่าระบบเงินเดือนให้เริ่มคำนวณตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569
- หากเป็นกรรมการ ผู้บริหารจากบริษัทแม่ หรือ Expat Package ควรให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตรวจสอบเป็นรายกรณี
สรุปสุดท้าย: ลูกจ้างชาวต่างชาติไม่ได้รับยกเว้นเพียงเพราะเป็นคนต่างชาติ หากเป็นลูกจ้างของบริษัทที่อยู่ในข่ายบังคับ และไม่ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนหรือระบบอื่นที่เข้าเงื่อนไขยกเว้น ก็ต้องเป็นสมาชิกและเริ่มหักเงินสะสมพร้อมสมทบตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปครับ