กฏหมายแรงงาน น่ารู้ 2568
การเปลี่ยนแปลงกฎหมายแรงงานในประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมากสำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ที่ต้องปรับตัวและปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่เพื่อป้องกันข้อพิพาทแรงงาน และสร้างความมั่นใจให้กับพนักงาน ในปี 2568 มีการอัปเดตกฎหมายแรงงานหลายประเด็นที่ HR ทุกองค์กรควรทราบเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและทันสมัย บทความนี้จะสรุปประเด็นสำคัญและข้อควรรู้
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ตั้งแต่อดีตจนถึง 19 มีนาคม 2566
-
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 19 สิงหาคม 2541
-
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 บังคับใช้ 27 พฤษภาคม 2551
-
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 บังคับใช้ 28 กุมภาพันธ์ 2551
-
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 บังคับใช้ 16 กรกฎาคม 2554
-
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2550 บังคับใช้ 23 กุมภาพันธ์ 2560
-
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 บังคับใช้ 1 กันยายน 2560
-
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 บังคับใช้ 5 พฤษภาคม 2562
-
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 บังคับใช้ 19 มีนาคม 2566
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๖
การปรับปรุงสิทธิในการลางาน
สิทธิในการลาป่วย
ตามกฎหมายแรงงานที่อัปเดตในปี 2568 ลูกจ้างมีสิทธิ ลาป่วยได้ไม่เกิน 30 วันต่อปี โดยยังคงได้รับค่าจ้าง หากลาป่วยติดต่อกันเกิน 3 วัน นายจ้างสามารถขอใบรับรองแพทย์เพื่อยืนยันเหตุผลในการลาป่วยได้ การปรับปรุงดังกล่าวช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความเป็นธรรมในกรณีที่ลูกจ้างจำเป็นต้องลาป่วย
สิทธิในการลาพักร้อน
ลูกจ้างที่ทำงานครบ 1 ปีขึ้นไป ยังคงมีสิทธิ ลาพักร้อนได้อย่างน้อย 6 วันต่อปี โดยได้รับค่าจ้าง การบังคับใช้สิทธินี้ช่วยให้พนักงานสามารถบริหารเวลาพักผ่อนได้ดียิ่งขึ้น และส่งเสริมคุณภาพชีวิตการทำงานที่สมดุล
การเลิกจ้างและค่าชดเชย
การแจ้งเลิกจ้าง
หากนายจ้างต้องการเลิกจ้างพนักงานโดยไม่มีเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดของลูกจ้าง นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน การบอกกล่าวล่วงหน้านี้เป็นการให้เวลาลูกจ้างเตรียมตัวและหางานใหม่ รวมถึงสร้างความโปร่งใสในการดำเนินการเลิกจ้าง
การจ่ายค่าชดเชย
นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ตัวอย่างเช่น
-
ลูกจ้างที่ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี: ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน
-
ลูกจ้างที่ทำงาน 1-3 ปี: ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 90 วัน การปรับปรุงนี้ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับลูกจ้างในช่วงการเปลี่ยนงาน
การใช้เทคโนโลยีใน HR เพื่อตอบสนองกฎหมายใหม่
การบริหารจัดการลางาน
องค์กรสามารถใช้ โปรแกรมลาออนไลน์ อย่า Bplus e-HRM เพื่อบริหารจัดการการลางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปรแกรมนี้ช่วยลดข้อผิดพลาดในการคำนวณสิทธิและการอนุมัติ พร้อมทั้งช่วยให้ HR ตรวจสอบข้อมูลการลาได้แบบเรียลไทม์
การจัดการเงินเดือน
การอัปเดตกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับค่าชดเชยและค่าจ้างอาจซับซ้อน การใช้ โปรแกรมเงินเดือน อย่าง Bplus e-HRM จะช่วยให้ HR คำนวณค่าจ้างและค่าชดเชยได้อย่างแม่นยำ ตรงตามกฎหมายแรงงานใหม่ ลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาด
การจัดทำเอกสารประกันสังคม,กองทุน
โปรแกรมเงินเดือน Bplus e-HRM มีฟังก์ชั่นจัดการ เอกสารสำหรับส่งหน่วยงาน แม่นยำ สะดวก และส่งตรงถึงหน่วยงานได้อย่างถูกต้อง ลดขั้นตอนซับซ้อน ลดระยะเวลาการทำงาน
สิทธิใหม่ในการปฏิเสธการติดต่อหลังเวลางาน
ในปี 2568 กฎหมายได้เพิ่มสิทธิให้ลูกจ้างสามารถ ปฏิเสธการติดต่อจากนายจ้างหลังเวลางาน เพื่อรักษาสมดุลชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว เว้นแต่ลูกจ้างได้ให้ความยินยอมล่วงหน้า สิทธินี้ช่วยสร้างความพึงพอใจและลดความเครียดของพนักงาน
หลักประกันการทำงาน: เงินสะสมและเงินสมทบ
รัฐบาลได้ร่างกฎหมายใหม่ที่กำหนดให้นายจ้างจัดเก็บ เงินสะสมและเงินสมทบ เพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ให้ลูกจ้างในกรณีฉุกเฉินหรือการเลิกจ้าง โดยกำหนดให้เริ่มบังคับใช้ในปี 2569 เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับแรงงานไทย
การอัปเดตกฎหมายแรงงานในปี 2568 เน้นการเพิ่มสิทธิและสวัสดิการให้กับลูกจ้าง รวมถึงสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทำงานของนายจ้าง HR จึงควรติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับปรุงการดำเนินงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ การนำเทคโนโลยี เช่น โปรแกรมเงินเดือน และ โปรแกรมลาออนไลน์ จาก Bplus e-HRM มาปรับใช้ สามารถช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน HR ได้อย่างยั่งยืน
ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา 19 มีนาคม 2566
ทำความรู้จักกับ “สัญญาจ้างแรงงาน