คำตอบโดยสรุป
ไม่ได้รับยกเว้นเพียงเพราะเป็นลูกจ้างสัญญาระยะสั้นหรือพนักงานชั่วคราว หากมีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” ตามกฎหมาย และทำงานกับนายจ้างที่อยู่ในข่ายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ก็ต้องเข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่เริ่มมีสถานะลูกจ้าง โดยไม่ต้องรอให้ผ่านทดลองงานหรือทำงานครบจำนวนวันที่กำหนด
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุกลุ่มที่อยู่ในข่ายไว้รวมถึง
- ลูกจ้างทดลองงาน
- ลูกจ้างชั่วคราว
- ลูกจ้างรายวัน
- ลูกจ้างรายชั่วโมง
- ลูกจ้างตามผลงาน
- ลูกจ้างตามฤดูกาล
- ลูกจ้างสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา
เอกสารกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ยังไม่เริ่มจัดเก็บเงินจริง โดยกำหนดเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569
พิจารณาจากสถานะการจ้าง ไม่ใช่ชื่อสัญญา
แม้ในเอกสารจะใช้คำว่า “พนักงานชั่วคราว” “ลูกจ้างโครงการ” “ผู้ช่วยงาน” หรือ “ผู้รับจ้าง” ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับยกเว้นโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริง
บุคคลมีแนวโน้มเป็นลูกจ้าง หากมีลักษณะดังนี้
- บริษัทกำหนดวันและเวลาทำงาน
- มีหัวหน้างานควบคุมหรือออกคำสั่ง
- ต้องปฏิบัติตามระเบียบของบริษัท
- บริษัทเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์หรือสถานที่ทำงาน
- ได้รับค่าจ้างรายเดือน รายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงาน
- ต้องมาทำงานด้วยตนเอง ไม่สามารถส่งบุคคลอื่นมาทำแทนได้
- บริษัทมีอำนาจลงโทษทางวินัยหรือยุติการจ้าง
หากมีลักษณะเหล่านี้ แม้สัญญาจะมีระยะเวลาเพียง 15 วัน 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือน ก็ยังอาจถือเป็นลูกจ้างและต้องเข้ากองทุน
ไม่มีเงื่อนไขว่าต้องทำงานครบ 120 วัน
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่มีหลักว่าต้องทำงานครบ 120 วันก่อนจึงเริ่มเป็นสมาชิก หากเป็นลูกจ้างของกิจการที่อยู่ในข่ายและไม่มีข้อยกเว้น ต้องดำเนินการตั้งแต่เริ่มจ้าง
ระยะเวลา 120 วันที่มักกล่าวถึง เป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง ไม่ใช่ระยะเวลารอเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จึงไม่ควรนำมาใช้ยกเว้นพนักงานชั่วคราวออกจากกองทุน
ตัวอย่างการพิจารณา
เงื่อนไขของนายจ้างที่ต้องนำส่ง
พนักงานชั่วคราวจะต้องเข้าเมื่อประกอบเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่
- มีสถานะเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย
- นายจ้างอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
- กิจการมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
- ลูกจ้างรายนั้นไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- ลูกจ้างไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบสงเคราะห์กรณีออกจากงานหรือเสียชีวิตที่เข้าเงื่อนไขยกเว้น
การนับจำนวนลูกจ้างต้องนับบุคคลที่มีสถานะเป็นลูกจ้าง ไม่ควรนับเฉพาะพนักงานประจำ ดังนั้นพนักงานชั่วคราว รายวัน ทดลองงาน และสัญญาระยะสั้นอาจต้องนำมารวมในการพิจารณาจำนวนลูกจ้างด้วย
ตัวอย่าง บริษัทมี
- พนักงานประจำ 8 คน
- พนักงานชั่วคราว 4 คน
หากพนักงานชั่วคราวทั้ง 4 คนเป็นลูกจ้างจริง บริษัทอาจถือว่ามีลูกจ้างรวม 12 คน ไม่ใช่ 8 คน จึงอาจอยู่ในข่ายกองทุน
วิธีคำนวณพนักงานสัญญาระยะสั้น
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574
- ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง
- นายจ้างจ่ายเงินสมทบ 0.25% ของค่าจ้าง
- คำนวณทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง
- นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ตัวอย่างพนักงานรายเดือน
พนักงานสัญญา 3 เดือน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท
- ลูกจ้างถูกหักเดือนละ 50 บาท
- นายจ้างสมทบเดือนละ 50 บาท
- นำส่งรวมเดือนละ 100 บาท
ตลอดสัญญา 3 เดือน หากค่าจ้างเท่ากันทุกเดือน
- เงินสะสมลูกจ้างรวม 150 บาท
- เงินสมทบนายจ้างรวม 150 บาท
- รวมก่อนดอกผล 300 บาท
ตัวอย่างลูกจ้างรายวัน
ลูกจ้างได้รับค่าจ้างวันละ 500 บาท ทำงาน 20 วัน ค่าจ้างงวดนั้นเท่ากับ 10,000 บาท
- เงินสะสมลูกจ้าง 10,000 × 0.25% = 25 บาท
- เงินสมทบนายจ้าง 10,000 × 0.25% = 25 บาท
- นำส่งรวม 50 บาท
ต้องคำนวณจากค่าจ้างที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละงวด ไม่ควรสมมติเป็นเงินเดือนเต็มเดือน
เมื่อสัญญาสิ้นสุดต้องทำอย่างไร
เมื่อครบกำหนดสัญญาและการจ้างสิ้นสุด นายจ้างต้อง
- คำนวณเงินสะสมและเงินสมทบของค่าจ้างงวดสุดท้าย
- นำส่งเงินให้ครบถ้วน
- แจ้งการสิ้นสุดการเป็นลูกจ้างตามแบบหรือระบบที่กรมกำหนด
- ออกเอกสารยืนยันการสิ้นสุดการจ้าง
- แนะนำลูกจ้างดำเนินการขอรับเงินจากกองทุนตามหลักเกณฑ์
เมื่อลูกจ้างออกจากงาน ไม่ว่าจะลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณ หรือ สิ้นสุดสัญญาจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลตามกฎหมาย
สัญญาระยะสั้นกับค่าชดเชยเป็นคนละเรื่อง
สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาบางประเภทอาจได้รับการยกเว้นค่าชดเชยเมื่อครบสัญญา หากเข้าเงื่อนไขเฉพาะของมาตรา 118 เช่น งานโครงการเฉพาะ งานครั้งคราว หรืองานตามฤดูกาล และทำสัญญาเป็นหนังสือตั้งแต่เริ่มจ้าง
แต่การไม่ได้รับค่าชดเชยเมื่อครบสัญญา ไม่ได้แปลว่าได้รับยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต้องพิจารณาคนละเรื่องกัน
- ค่าชดเชย: ดูเหตุเลิกจ้าง อายุงานและลักษณะสัญญา
- กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง: ดูสถานะลูกจ้าง สถานะนายจ้าง และระบบสงเคราะห์ที่ได้รับยกเว้น
กรณี Outsource หรือ Subcontract
หากบริษัท A ว่าจ้างบริษัท B ให้จัดส่งพนักงานมาทำงาน ต้องพิจารณาว่าใครเป็นนายจ้างที่แท้จริง
พนักงานเป็นลูกจ้างของบริษัท B
ถ้าบริษัท B รับสมัคร ทำสัญญาจ้าง จ่ายค่าจ้าง และดูแลการจ้าง บริษัท B มีหน้าที่พิจารณาขึ้นทะเบียนและนำส่งกองทุน ไม่ใช่บริษัท A
บริษัท A เป็นผู้ควบคุมการจ้างโดยแท้จริง
ถ้าบริษัท B เป็นเพียงตัวกลาง แต่บริษัท A รับเข้าทำงาน ควบคุมโดยตรง จ่ายผลตอบแทน หรือมีอำนาจเลิกจ้าง อาจเกิดประเด็นว่าบริษัทใดเป็นนายจ้างที่แท้จริง ต้องตรวจสัญญาและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
บริษัทไม่ควรเรียกพนักงานว่า “ผู้รับเหมา” หรือ “ฟรีแลนซ์” เพียงเพื่อไม่นำส่งกองทุน หากลักษณะการทำงานจริงเป็นการจ้างแรงงาน
กรณีที่อาจได้รับยกเว้น
พนักงานสัญญาระยะสั้นหรือพนักงานชั่วคราวอาจไม่ต้องเข้า หาก
- ไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างจริง แต่เป็นผู้รับจ้างทำของหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ
- นายจ้างไม่อยู่ภายใต้บังคับของหมวดกองทุน
- กิจการมีลูกจ้างต่ำกว่าเกณฑ์และยังไม่อยู่ในระบบบังคับ
- ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว
- นายจ้างจัดระบบสงเคราะห์ที่ได้รับยกเว้นและครอบคลุมลูกจ้างรายนั้น
- เป็นกิจการหรืองานประเภทที่กฎหมายกำหนดยกเว้นไว้โดยเฉพาะ
สรุป: ลูกจ้างสัญญาระยะสั้น พนักงานชั่วคราว ทดลองงาน รายวัน รายชั่วโมง หรือตามฤดูกาล ไม่ได้รับยกเว้นเพียงเพราะอายุสัญญาสั้น หากเป็นลูกจ้างจริงและนายจ้างอยู่ในข่าย ต้องเข้าเป็นสมาชิกและนำส่งตั้งแต่เริ่มจ้าง เมื่อครบสัญญาก็แจ้งสิ้นสุดการจ้างและขอรับเงินสะสม เงินสมทบ พร้อมดอกผลตามขั้นตอน