ค่าล่วงเวลา โบนัส ค่าคอมมิชชัน และเงินรางวัลต้องนำมาคำนวณหรือไม่

การนำเงินรายการต่าง ๆ มาคำนวณกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต้องพิจารณาว่าเป็น “ค่าจ้างสำหรับการทำงานในเวลาทำงานปกติ” หรือไม่ ไม่ได้ดูจากชื่อรายการเพียงอย่างเดียว

รายการ แนวทางทั่วไป
ค่าล่วงเวลา (OT) ไม่นำมาคำนวณ
โบนัส โดยทั่วไปไม่นำมาคำนวณ
ค่าคอมมิชชัน นำมาคำนวณ หากเป็นค่าตอบแทนจากผลงานในเวลาทำงานปกติ
เงินรางวัล โดยทั่วไปไม่นำมาคำนวณ แต่ต้องดูเงื่อนไขและลักษณะการจ่ายจริง

หลักในการพิจารณา

มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดว่า “ค่าจ้าง” คือเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง สำหรับระยะเวลาทำงานปกติ หรือจ่ายตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติ [พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541]

จึงใช้หลักตรวจสอบ 3 ข้อ ได้แก่

  1. นายจ้างตกลงจ่ายตามสัญญาจ้างหรือไม่
  2. จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรงหรือไม่
  3. เป็นงานที่ทำในเวลาทำงานปกติหรือไม่

1. ค่าล่วงเวลา (OT)

โดยทั่วไปไม่นำมาคำนวณ

ค่าล่วงเวลาเป็นค่าตอบแทนสำหรับการทำงาน เกินเวลาทำงานปกติ จึงไม่อยู่ในนิยามค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบกองทุน

กฎหมายยังแยกคำว่า

  • ค่าจ้าง
  • ค่าล่วงเวลา
  • ค่าทำงานในวันหยุด
  • ค่าล่วงเวลาในวันหยุด

ออกจากกันอย่างชัดเจน เช่น มาตรา 114 กำหนดให้นายจ้างจัดทำข้อมูลการจ่ายเงินแต่ละประเภทแยกกัน [มาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน]

ตัวอย่าง พนักงานได้รับ

  • เงินเดือน 20,000 บาท
  • ค่าล่วงเวลา 3,000 บาท

ฐานคำนวณกองทุนโดยทั่วไปคือ 20,000 บาท ไม่รวมค่าล่วงเวลา 3,000 บาท

เงินสะสมลูกจ้าง:

20,000 × 0.25% = 50 บาท

เงินสมทบนายจ้าง:

20,000 × 0.25% = 50 บาท

ระวังรายการที่ตั้งชื่อว่า OT แต่ไม่ใช่ OT จริง

หากบริษัทจ่าย “ค่า OT เหมา” เดือนละ 3,000 บาทเท่ากันทุกเดือน โดยลูกจ้างได้รับไม่ว่าจะทำงานล่วงเวลาหรือไม่ เงินดังกล่าวอาจไม่ใช่ค่าล่วงเวลาที่แท้จริง แต่อาจเป็นค่าตอบแทนประจำหรือค่าจ้างแฝง จึงต้องพิจารณารวมเป็นค่าจ้างตามข้อเท็จจริง

2. โบนัส

โดยทั่วไปไม่นำมาคำนวณ

โบนัสส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเงินพิเศษที่จ่ายเพิ่มเติมจากค่าจ้างปกติ เช่น

  • โบนัสประจำปี
  • โบนัสตามผลประกอบการ
  • โบนัสตามผลประเมิน
  • โบนัสพิเศษตามดุลพินิจ
  • โบนัสตามอายุงาน
  • โบนัสที่ต้องมีสถานะเป็นพนักงานในวันจ่าย

แม้บริษัทจะประกาศจ่ายทุกปี หรือคำนวณเป็นจำนวนเท่าของเงินเดือน ก็ไม่ได้ทำให้โบนัสกลายเป็นค่าจ้างโดยอัตโนมัติ เพราะโดยทั่วไปไม่ได้จ่ายตอบแทนการทำงานสำหรับเวลาทำงานปกติของงวดค่าจ้างนั้นโดยตรง

ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า โบนัสที่พิจารณาจากสถานะการเป็นลูกจ้างจนถึงวันสิ้นงวดบัญชีและผลประเมินการปฏิบัติงาน ไม่ใช่ค่าตอบแทนสำหรับระยะเวลาทำงานปกติ จึงไม่ใช่ค่าจ้าง [คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5445–5565/2544]

ตัวอย่าง

  • เงินเดือน 30,000 บาท
  • โบนัสประจำปี 60,000 บาท

ฐานคำนวณกองทุนในเดือนที่จ่ายโบนัส โดยทั่วไปยังเป็น 30,000 บาท ไม่ใช่ 90,000 บาท

กรณีที่โบนัสอาจถูกมองเป็นค่าจ้าง

ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม หากเงินที่เรียกว่าโบนัสมีลักษณะดังนี้

  • จ่ายทุกเดือนพร้อมเงินเดือน
  • จ่ายเป็นจำนวนแน่นอนโดยไม่มีเงื่อนไข
  • ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเมื่อทำงานตามปกติ
  • เป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนที่ตกลงไว้ตั้งแต่รับเข้าทำงาน
  • บริษัทแยกเงินเดือนบางส่วนมาตั้งชื่อว่าโบนัส

กรณีดังกล่าว เงินนั้นอาจเป็นค่าจ้างแฝง แม้บริษัทจะเรียกว่า “โบนัส”

3. ค่าคอมมิชชัน

ค่าคอมมิชชันต้องพิจารณาว่าเป็นค่าตอบแทนจากผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติหรือไม่

กรณีที่ต้องนำมาคำนวณ

ต้องนำค่าคอมมิชชันมารวม หาก

  • เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการจ้าง
  • จ่ายตามยอดขายหรือผลงานของลูกจ้าง
  • ผลงานเกิดขึ้นจากการทำงานในเวลาทำงานปกติ
  • นายจ้างมีหน้าที่จ่ายเมื่อผลงานครบตามเงื่อนไข
  • ไม่ใช่เงินรางวัลตามดุลพินิจ

ตัวอย่าง พนักงานขายได้รับ

  • เงินเดือน 15,000 บาท
  • ค่าคอมมิชชันจากยอดขาย 10,000 บาท

หากค่าคอมมิชชันเป็นค่าตอบแทนจากยอดขายที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติ ฐานคำนวณคือ

15,000 + 10,000 = 25,000 บาท

เงินสะสมลูกจ้าง:

25,000 × 0.25% = 62.50 บาท

เงินสมทบนายจ้าง:

25,000 × 0.25% = 62.50 บาท

ศาลฎีกาวางหลักว่า ค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนการขายที่จ่ายตอบแทนผลงานจากการทำงานในเวลาปกติ ถือเป็นค่าจ้าง [คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3744/2531] และ [คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6533–6534/2556]

กรณีที่อาจไม่ต้องนำมาคำนวณ

อาจไม่ถือเป็นค่าจ้าง หากเงินดังกล่าว

  • จ่ายสำหรับงานที่ทำเกินเวลาทำงานปกติ
  • เป็นรางวัลพิเศษจากแคมเปญชั่วคราว
  • ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายจ้าง
  • มีเงื่อนไขพิเศษนอกเหนือจากผลงานขาย
  • จ่ายเพื่อกระตุ้นหรือลดความเสี่ยงทางธุรกิจ ไม่ใช่ค่าตอบแทนจากผลงานโดยตรง
  • ลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้าง

ตัวอย่าง เงินรางวัลการขายที่ต้องรอลูกค้าผ่อนชำระครบหลายงวด และอาจถูกเรียกคืนหากลูกค้าผิดนัด ศาลเคยวินิจฉัยว่าเป็นเงินจูงใจตามเงื่อนไขพิเศษ ไม่ใช่ค่าจ้าง [คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8260–8262/2559]

4. เงินรางวัล

โดยทั่วไปไม่นำมาคำนวณ

เงินรางวัลมักไม่ถือเป็นค่าจ้าง หากมีลักษณะดังนี้

  • จ่ายเป็นครั้งคราว
  • จ่ายตามดุลพินิจของนายจ้าง
  • จ่ายเพื่อชมเชยความดีหรือความสำเร็จพิเศษ
  • จ่ายเป็นรางวัลจากการแข่งขัน
  • จ่ายจากแคมเปญเฉพาะช่วง
  • ไม่ได้กำหนดไว้เป็นค่าตอบแทนตามสัญญาจ้าง
  • ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับแน่นอน

ตัวอย่าง

  • รางวัลพนักงานดีเด่น 5,000 บาท
  • รางวัลไม่เกิดอุบัติเหตุประจำปี
  • รางวัลยอดขายสูงสุด
  • รางวัลทำงานครบ 10 ปี
  • รางวัลพิเศษจากผู้บริหาร

โดยทั่วไปไม่ต้องนำมาคำนวณ เพราะเป็นเงินตอบแทนความดีหรือความสำเร็จพิเศษ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานปกติ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าเงินเพิ่มจูงใจที่เป็นรางวัลตอบแทนความดี ไม่มีลักษณะเป็นค่าจ้าง [คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3728/2524]

กรณีที่เงินรางวัลอาจเป็นค่าจ้าง

ควรนำมาคำนวณ หากแม้เรียกว่าเงินรางวัล แต่ข้อเท็จจริงคือ

  • จ่ายตามจำนวนชิ้นงานหรือยอดงาน
  • จ่ายตามสูตรแน่นอน
  • เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อทำผลงานครบ
  • ผลงานเกิดในเวลาทำงานปกติ
  • จ่ายเป็นประจำทุกงวด
  • เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงค่าตอบแทน

สรุป: ค่าล่วงเวลาและโบนัสโดยทั่วไปไม่ต้องนำมาคำนวณ ค่าคอมมิชชันต้องรวมเมื่อเป็นค่าตอบแทนจากผลงานในเวลาทำงานปกติ ส่วนเงินรางวัลโดยทั่วไปไม่รวม เว้นแต่แท้จริงเป็นค่าตอบแทนตามผลงานที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามสัญญาจ้าง

แนะนำสำหรับฝ่าย HR

หากคุณใช้ระบบเงินเดือน Bplus HRM สามารถตั้งค่าการหักเงินได้ทุกกรณี

พร้อมรองรับแบบฟอร์สกล.3 และ สกล.3/1ได้อย่างครบถ้วน

ช่วยให้การจัดการเอกสารและการนำส่งเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

หรือสนใจชมสาธิตการใช้งานเพื่อรับสิทธิทดลองใช้

ติดต่อหาเราได้ที่

 
สนใจโปรแกรมเงินเดือนติดต่อ 092-345-3681 สนใจโปรแกรมเงินเดือนติดต่อ 092-345-3681 สนใจโปรแกรมเงินเดือนติดต่อ 092-345-3681