• X
  • X
  • ฝ่ายขาย 02-880-9700, 02-409-5409, 02-880-8800
  • ฝ่ายบริการ 02-880-8800
businessplus
businessplus
  • รายการจำนวนจำนวนเงิน
    ไม่มีรายการ
    สั่งซื้อสินค้า
    • รายการจำนวนจำนวนเงิน
      ไม่มีรายการ
      สั่งซื้อสินค้า
    1. ERP
    2. Bplus On Cloud
    banner_cloud_1920x721.jpg

    Bplus On Cloud

    ระบบบัญชี,โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป, erp software, Program ERP, Software ERP,โปรแกรม ERP,โปรแกรมบัญชี,โปรแกรมบัญชี cloud,โปรแกรมสต๊อกสินค้า,โปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชี,โปรแกรมสินค้าคงคลัง,ระบบบริหารสินค้าคงคลัง,โปรแกรมบัญชีออนไลน์,โปรแกรมบัญชีราคาถูก,โปรแกรมบริหารธุรกิจ,โปรแกรมคลังสินค้า,ระบบstockสินค้า,โปรแกรมบัญชีที่ครอบคลุมที่สุด,ERPโปรแกรมบัญชี
    ระบบบัญชี,โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป, erp software, Program ERP, Software ERP,โปรแกรม ERP,โปรแกรมบัญชี,โปรแกรมบัญชี cloud,โปรแกรมสต๊อกสินค้า,โปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชี,โปรแกรมสินค้าคงคลัง,ระบบบริหารสินค้าคงคลัง,โปรแกรมบัญชีออนไลน์,โปรแกรมบัญชีราคาถูก,โปรแกรมบริหารธุรกิจ,โปรแกรมคลังสินค้า,ระบบstockสินค้า,โปรแกรมบัญชีที่ครอบคลุมที่สุด,ERPโปรแกรมบัญชี
    ระบบบัญชี,โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป, erp software, Program ERP, Software ERP,โปรแกรม ERP,โปรแกรมบัญชี,โปรแกรมบัญชี cloud,โปรแกรมสต๊อกสินค้า,โปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชี,โปรแกรมสินค้าคงคลัง,ระบบบริหารสินค้าคงคลัง,โปรแกรมบัญชีออนไลน์,โปรแกรมบัญชีราคาถูก,โปรแกรมบริหารธุรกิจ,โปรแกรมคลังสินค้า,ระบบstockสินค้า,โปรแกรมบัญชีที่ครอบคลุมที่สุด,ERPโปรแกรมบัญชี
    ระบบบัญชี,โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป, erp software, Program ERP, Software ERP,โปรแกรม ERP,โปรแกรมบัญชี,โปรแกรมบัญชี cloud,โปรแกรมสต๊อกสินค้า,โปรแกรมสำเร็จรูปทางบัญชี,โปรแกรมสินค้าคงคลัง,ระบบบริหารสินค้าคงคลัง,โปรแกรมบัญชีออนไลน์,โปรแกรมบัญชีราคาถูก,โปรแกรมบริหารธุรกิจ,โปรแกรมคลังสินค้า,ระบบstockสินค้า,โปรแกรมบัญชีที่ครอบคลุมที่สุด,ERPโปรแกรมบัญชี

    Cloud คืออะไร แล้วทำไมต้องสนใจ?

    Cloud หรือ Cloud Computing คือการให้บริการระบบคอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต ในอดีต เวลาเราอยากติดตั้งระบบบัญชี, ERP หรือ HRM เราต้องติดตั้งไว้ในเครื่องสำนักงานหรือเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง ซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์ใหม่ , จ้างทีม IT ดูแล และเสียเวลาแก้ปัญหาที่เกิดซ้ำไปซ้ำมา แต่ในโลกยุคใหม่ ทุกอย่าง “ย้ายขึ้น Cloud” ได้แล้ว  Cloud = เครื่องเซิร์ฟเวอร์ของคุณอยู่ “บนฟ้า” (ใน Data Center ระดับสูง) Cloud เปรียบเสมือน “คอมพิวเตอร์แม่” ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต เราไม่ต้องดูแลเอง แค่เปิดเครื่อง–เชื่อมต่อ VPN แล้วเข้าใช้งานได้เลย ไม่ว่าเราจะอยู่ในออฟฟิศ บ้าน หรือร้านกาแฟ ขอแค่มีเน็ต ไม่ต้องดูแลเอง ไม่ต้องกลัวข้อมูลหาย ไม่ต้องปวดหัวกับระบบพัง เพราะทุกอย่างถูกจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน IT

    ทำไมธุรกิจยุคใหม่ควรย้ายมาใช้ “Bplus on Cloud”?

    หากคุณกำลังมองหาวิธี “ลดต้นทุน เสริมความคล่องตัว และปลอดภัย” ให้กับระบบงานของบริษัทโดยไม่ต้องปวดหัวเรื่องเครื่องเซิร์ฟเวอร์... คำตอบอาจอยู่ที่ Bplus on Cloud 

    สนใจสินค้า Bplus ERP – โปรแกรมบัญชีบริหารสำเร็จรูปเพื่อผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจ

    ข้อดีของการใช้ Bplus on Cloud

    เข้าถึงได้จากทุกที่

    เข้าถึงได้จากทุกที่ ทำงานจากบ้าน ร้านกาแฟ หรือสาขาต่างจังหวัดได้ง่าย

    ปลอดภัยสูง

    ปลอดภัยสูงสุด ใช้ VPN, ระบบเข้ารหัส, มี Backup ทุกวัน และรับรองมาตรฐานสากล

    ลงทุนไม่เยอะ

    ไม่ต้องลงทุนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ลดต้นทุนเริ่มต้น ไม่ต้องซื้อฮาร์ดแวร์แพง ๆ

    ยืดหยุ่นตามต้องการ

    ปรับเพิ่ม-ลดทรัพยากรได้ทันที ยืดหยุ่นต่อการเติบโตของธุรกิจ

    มีทีมงานดูแล

    ดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ มีทีม SE ดูแลตั้งแต่ต้นจนเริ่มใช้งานcloud ได้

    ความปลอดภัยของข้อมูลใน Bplus On Cloud

    เรื่องนี้ไม่ใช่เล่น ๆ — Bplus ให้ความสำคัญกับ Data Security ระดับองค์กร ผู้ใช้งานจะได้รับมาตรการป้องกันขั้นสูง เช่น:

    • การเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะส่งและเก็บ (Encryption at rest & in transit)
    • ใช้ FortiClient VPN เพื่อป้องกันการเข้าถึงจากบุคคลภายนอก
    • ระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ, การ Login แปลก ๆ
    • สำรองข้อมูล Snapshot ทุกวัน
    • รับรองมาตรฐานความปลอดภัย เช่น ISO 27001, ISO 27017, SOC2, GDPR

    ประเภท CLOUD ที่นิยมมีอะไรบ้าง

    ตรวจนับทรัพย์สิน

    Cloud VM (Virtual Machine)

    Cloud VM เปรียบเหมือนคุณมี “เซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว” หนึ่งเครื่องอยู่บน Cloud ผู้ใช้งานหลายคนสามารถเข้ามาใช้งานระบบเดียวกันได้ เช่น ระบบ ERP, HRM, POS โดยไม่ต้องติดตั้งอะไรบนเครื่องของตัวเองเลย แค่เชื่อมต่อ VPN แล้วเข้าใช้งานโปรแกรมได้ทันที

    เหมาะกับ:

    • บริษัทที่มีระบบกลางและผู้ใช้งานเข้าใช้งานร่วมกัน เช่น ERP, HRM, POS
    • ธุรกิจที่มีฝ่ายบัญชี ฝ่ายคลัง ฝ่ายจัดซื้อใช้งานระบบเดียวกัน
    • อยากประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องแยกเครื่อง/บัญชีให้ทุกคน
    รายงานสรุป

    Cloud VDI (Virtual Desktop Infrastructure)

    Cloud VDI เปรียบเหมือน “คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของแต่ละคน” อยู่บน Cloud

    ผู้ใช้งานแต่ละคนจะได้หน้าจอ Windows ของตัวเองแยกกันไปเลย ไม่ต้องแย่งทรัพยากรกัน ใช้ได้เหมือนเครื่องจริง จะเปิด Word, Excel, ERP หรือระบบอื่น ๆ ก็ได้หมด

    เหมาะกับ:

    • พนักงานที่ Work from Home หรือทำงานนอกสถานที่
    • ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง หรือมีการตั้งค่าการใช้งานเฉพาะบุคคล
    • งานด้านออกแบบ CAD, โปรแกรมที่ใช้ทรัพยากรเยอะ

    Cloud VM vs Cloud VDI ต่างกันยังไง? แบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ?

    หนึ่งในคำถามยอดฮิตจากลูกค้าที่กำลังตัดสินใจย้ายระบบขึ้น Cloud

    “ควรเลือกใช้ Cloud แบบ VM หรือ VDI ดี?”

    คำตอบคือ “แล้วแต่ลักษณะงานของคุณ” มาดูกันว่าแบบไหนตอบโจทย์ใคร

    ตารางเปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย

    หัวข้อ Cloud VM Cloud VDI

    ลักษณะใช้งาน

    แชร์เซิร์ฟเวอร์ร่วมกัน เหมือนเครื่องส่วนกลางใช้ระบบร่วมกันหลายคน

    ใช้งานแยกเป็นคนละเครื่อง มี Desktop ส่วนตัว เหมือนคอมพ์คนละเครื่อง

    หน้าจอ

    เข้าใช้งานเฉพาะโปรแกรม ERP/HRM เท่านั้น

    ได้หน้าจอ Windows เต็มระบบ

    การจัดการ

    ดูแล VM รวม

    แยกการตั้งค่าต่อ User ได้

    ความเร็ว / เสถียร

    สูง (แชร์ทรัพยากร)

    สูงกว่า (ได้ทรัพยากรเฉพาะ)

    ความเป็นส่วนตัว

    ต่ำกว่า เพราะใช้สิทธิ์การเข้าถึงร่วมกัน

    สูงกว่า เพราะแยกผู้ใช้แต่ละคนชัดเจน

    ค่าใช้จ่าย

    ประหยัดกว่า VDI

    สูงกว่าหน่อย แต่คุ้มความสะดวก

     

    ตารางเปรียบเทียบเชิงเทคนิค Cloud VM และ Cloud VDI คลิก

    สรุปแบบชัด ๆ จากทีม Bplus

    ความต้องการของลูกค้า เลือกแบบไหนดี?

    • ต้องการระบบกลาง, ใช้ ERP/HRM ร่วมกัน ให้เลือก Cloud VM
    • พนักงาน WFH, ต้องการ Desktop ส่วนตัว ให้เลือก Cloud VDI
    • มีผู้ใช้งานหลายคนทำงานลักษณะเดียวกัน ให้เลือก Cloud VM
    • ต้องการความเป็นส่วนตัว, ตั้งค่าพิเศษต่อคน ให้เลือก Cloud VDI

    🟩 เลือก Cloud VM: หากคุณต้องการระบบ ERP/HRM/POS ที่ผู้ใช้หลายคนทำงานร่วมกัน

    🟦 เลือก Cloud VDI: หากคุณอยากให้พนักงานมี Desktop ส่วนตัวบน Cloud, ใช้ Word/Excel/Design และโปรแกรมอื่น ๆ ได้แบบครบถ้วน

    ทำไมต้องเลือก Bplus on Cloud?

    เพราะ Bplus ไม่ใช่แค่ขายโปรแกรม แต่คือผู้ให้บริการแบบ ครบวงจร (One Stop Service) สำหรับการใช้งาน Cloud ในธุรกิจอย่างแท้จริง

    ไม่ต้องลงทุนเซิร์ฟเวอร์เอง

    เพราะระบบทั้งหมดจะอยู่ใน Cloud ที่ดูแลโดย Bplus และพันธมิตร Cloud Provider มั่นใจได้ในความเสถียร

    ปลอดภัยระดับสากล

    เชื่อมต่อผ่าน FortiClient VPN พร้อมมาตรฐานเช่น ISO 27001, SOC2 และมีระบบ Backup ข้อมูลอัตโนมัติ

    ใช้งานง่าย เหมาะกับทุกขนาดธุรกิจ

    ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก SME หรือองค์กรใหญ่ ก็สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันที พร้อมมีทีม SE ช่วยออกแบบระบบที่เหมาะสมกับคุณ

    Bplus On Cloud VDI สำหรับ HRM

    Bplus On Cloud VDI สำหรับ HRM คลิก

    Bplus On Cloud VDI สำหรับ ERP

    Bplus On Cloud VDI สำหรับ ERP คลิก

    สรุปเหตุผลที่ควรใช้ Bplus on Cloud

    💰
    ไม่ต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์หรือฮาร์ดแวร์ราคาแพง
    👨‍💻
    ไม่มีทีม IT ก็ใช้ได้ — เราดูแลให้ครบ
    🌐
    รองรับการทำงานจากทุกที่ (WFH / สาขาต่างจังหวัด)
    🔒
    ปลอดภัยด้วยระบบ VPN + Backup ข้อมูลรายวัน
    ✅
    ใช้งานง่าย เหมาะกับทุกขนาดธุรกิจ

    VDO แนะนำ Bplus on Cloud

    VDO แนะนำ Bplus on Cloud

    VDO แนะนำ Bplus on Cloud

    VDO แนะนำ Bplus on Cloud

    เริ่มใช้ Bplus on Cloud ง่ายกว่าที่คิด!

    แค่มีอินเทอร์เน็ต + ใจที่เปิดรับเทคโนโลยี = พร้อมลุยระบบ Cloud ได้ทันที!

    ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่ต้องปวดหัวเรื่องเทคนิค ทีมงานเราพร้อมดูแลให้ครบทุกขั้นตอน

    "ย้ายขึ้น Cloud วันนี้ เพื่ออนาคตที่คล่องตัวกว่าเดิม!"

    "แค่ทักมาบอกว่า “อยากย้ายขึ้น Cloud” ที่เหลือ...ปล่อยให้เป็นหน้าที่เรา"

    คำถามที่พบบ่อย Q&A

    1. Cloud มีระบบปลอดภัยหรือไม่ ข้อมูลจะรั่วไหลหรือไม่

    Cloud ที่ให้บริการโดย Bplus และพันธมิตรผู้ให้บริการ (Cloud Provider) มีการออกแบบระบบความปลอดภัยในระดับสูง เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต และลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูล โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:

    มาตรการด้านความปลอดภัย:

    1. การเชื่อมต่อแบบเข้ารหัส (Encrypted VPN):

    • ผู้ใช้งานต้องเชื่อมต่อผ่าน FortiClient VPN เพื่อเข้าถึงระบบ Cloud
    • ป้องกันข้อมูลถูกดักฟังระหว่างทาง (Man-in-the-middle)

    2. Firewall และ Security Group:

    • จำกัดการเข้าถึงเฉพาะ IP ที่ได้รับอนุญาต
    • ป้องกันการโจมตีจากภายนอก เช่น Brute-force, Port Scanning

    3. สิทธิ์การเข้าถึงแบบจำกัด (Role-based Access Control):

    • แยกสิทธิ์ตามระดับผู้ใช้งาน เช่น ผู้ดูแลระบบ vs พนักงานทั่วไป
    • ลดความเสี่ยงจาก Human Error และ Insider Threat

    4. ระบบตรวจสอบความผิดปกติ (Monitoring & Alert):

    • มีการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น การใช้งาน CPU/RAM สูงผิดปกติ หรือการพยายามเข้าระบบผิดซ้ำ

    5. การสำรองข้อมูล (Backup/Snapshot):

    • ระบบมีการ Backup ข้อมูลเป็นประจำ เพื่อสามารถกู้คืนได้หากเกิดปัญหาหรือภัยคุกคาม

    6. Data Encryption at Rest & in Transit (สำหรับบาง Provider):

    • ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสทั้งตอนส่งและตอนเก็บ
    2. Bplus on Cloud ปลอดภัยแค่ไหน?

    เป็นผู้ให้บริการ Cloud ภายในประเทศรายใหญ่ต้น ๆ ของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของลูกค้ามีความปลอดภัย และระบบมีความมั่นคงสูง ผู้ให้บริการ Cloud ที่ Bplus เลือกใช้งานหรือร่วมมือด้วย ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสารสนเทศและระบบ Cloud ในระดับสากล เช่น:

    มาตรฐานสำคัญที่ผู้ให้บริการ Cloud ควรได้รับการรับรอง

    1. ISO/IEC 27001:

    • มาตรฐานการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Management System – ISMS)
    • ครอบคลุมการควบคุมด้านความลับ ความถูกต้อง และความพร้อมใช้ของข้อมูล

    2. ISO/IEC 27017:

    • แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยเฉพาะสำหรับบริการ Cloud
    • ครอบคลุมเรื่องการควบคุมสิทธิ์ผู้ใช้, การแยกข้อมูลผู้เช่า (tenant isolation), การเข้ารหัสข้อมูลบน Cloud เป็นต้น

    3. ISO/IEC 27018:

    • มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection) บน Cloud
    • โดยเฉพาะข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนบุคคลได้ (PII)

    4. SOC 2 Type II (Service Organization Control):

    • การตรวจสอบความปลอดภัย ความพร้อมใช้งาน ความถูกต้อง และการควบคุมการเข้าถึง
    • นิยมใช้ใน Cloud ที่ให้บริการกับองค์กรขนาดใหญ่หรือระบบที่ต้องการความมั่นใจสูง

    5. GDPR Compliance (ถ้ามีข้อมูลจาก EU):

    • สำหรับกรณีที่ Cloud เก็บหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองยุโรป

    6. Uptime Institute Tier Classification:

    • มาตรฐานที่ใช้จัดระดับความน่าเชื่อถือของ Data Center เช่น Tier III, Tier IV
    • ยิ่งระดับสูง ระบบจะยิ่งทนทานต่อความล้มเหลว และรองรับ SLA ได้ดีกว่า
    3. ระบบ Cloud ของ Bplus สามารถใช้งานจากต่างประเทศได้หรือไม่?

    สามารถใช้งานได้ ระบบ Cloud ของ Bplus รองรับการใช้งานจากต่างประเทศ โดยผู้ใช้งานจะต้องเชื่อมต่อผ่าน FortiClient VPN ซึ่งเป็นระบบ VPN ที่เข้ารหัสและปลอดภัย เพื่อให้สามารถเข้าถึงเครื่อง VM หรือระบบงานที่อยู่บน Cloud ได้จากทุกที่ทั่วโลก

    รายละเอียดเพิ่มเติม:

    • การใช้งานจากต่างประเทศ จะต้องมีการติดตั้ง FortiClient VPN และได้รับสิทธิ์การเข้าถึงจากทีม IT ของลูกค้า หรือทีมงาน Bplus
    • รองรับการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตจากเครือข่ายทั่วโลก (เช่น จากประเทศในยุโรป, เอเชีย, อเมริกา ฯลฯ)
    • การเชื่อมต่อ VPN อาจขึ้นอยู่กับ ข้อจำกัดเครือข่ายในประเทศต้นทาง เช่น กรณีบางประเทศมีการบล็อก VPN อาจต้องมีการปรับค่าพิเศษ

    ความปลอดภัย:

    • การเชื่อมต่อ VPN ของ FortiClient เป็นแบบ เข้ารหัส (Encrypted Tunnel) ปลอดภัยในการใช้งาน
    • มีการตรวจสอบสิทธิ์ผู้ใช้งานก่อนเข้าใช้งาน Cloud เสมอ
    4. หากจะขึ้นระบบ Cloud จำเป็นต้องเป็น Cloud Bplus ที่เดียวหรือไม่ สามารถใช้งาน Cloud ที่อื่นยี่ห้ออื่น ได้หรือไม่?

    ลูกค้าสามารถเลือกใช้ Cloud ที่เหมาะสมกับงบประมาณ ความต้องการ หรือความคุ้นเคยของทีม IT ได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะ Cloud ของ Bplus อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าต้องการ การดูแลครบวงจร (One Stop Service) เช่น การติดตั้ง, ดูแลระบบ, Backup, และ Security — การเลือกใช้ Cloud ของ Bplus จะได้รับการดูแลโดยตรงจากทีมงาน เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ ของเรา

    5. ข้อดี-ข้อเสีย ของการใช้งาน Cloud

    ข้อดีของการใช้งาน Cloud

    ข้อดี Bplus Cloud
    ความยืดหยุ่นสูง สามารถเพิ่ม-ลดทรัพยากร เช่น CPU, RAM, Storage ได้ตามความต้องการแบบทันทีทันใด
    ประหยัดค่าใช้จ่ายเริ่มต้น ไม่ต้องลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์เอง ช่วยลดต้นทุนเบื้องต้นและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบ
    เข้าถึงได้จากทุกที่ สามารถใช้งานระบบผ่านอินเทอร์เน็ตจากทุกที่ทั่วโลก ด้วย VPN และระบบรักษาความปลอดภัย
    ระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติ มีบริการ Backup หรือ Snapshot ข้อมูล ช่วยลดความเสี่ยงข้อมูลสูญหายหรือเสียหาย
    การดูแลรักษาระบบ ผู้ให้บริการดูแลฮาร์ดแวร์ ระบบเครือข่าย และความปลอดภัยเบื้องต้น ช่วยลดภาระฝ่าย IT
    ปรับขยายง่าย รองรับการขยายระบบตามการเติบโตของธุรกิจ ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเอง
    มีความปลอดภัยในระดับองค์กร ใช้มาตรฐานความปลอดภัยสูง เช่น การเข้ารหัสข้อมูล, ระบบ Firewall, Monitoring, VPN

    ข้อเสียของการใช้งาน Cloud

    ข้อเสีย รายละเอียด
    ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หากอินเทอร์เน็ตล่มหรือความเร็วต่ำ จะส่งผลต่อการเข้าถึงระบบและการทำงาน
    ค่าใช้จ่ายระยะยาว ค่าใช้จ่ายรายเดือน/รายปีอาจสูงกว่าการลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์ในบางกรณี ขึ้นกับการใช้งานและขนาดระบบ
    ข้อจำกัดด้านการปรับแต่งระบบ อาจไม่สามารถปรับแต่งฮาร์ดแวร์หรือระบบปฏิบัติการได้เหมือนการใช้งานบนเครื่องจริง (On-premise)
    ความเสี่ยงด้านข้อมูล แม้จะมีมาตรการความปลอดภัย แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากการถูกโจมตีหรือข้อมูลรั่วไหล หากตั้งค่าไม่ดี
    ข้อจำกัดด้านกฎหมายและนโยบาย ข้อมูลบางประเภทอาจมีข้อจำกัดเรื่องการจัดเก็บหรือส่งออกข้อมูลข้ามประเทศ (Compliance)
    6. มีการทำสัญญาหรือไม่ หรือหากต้องการเอกสารทำอย่างไร

    เราให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลและความลับของลูกค้าเป็นอย่างยิ่ง จึงมีกระบวนการทำสัญญาที่เรียบง่ายแต่ครบวงจร ดังนี้

    เอกสาร PDPA (การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล)

    • เรามีแบบฟอร์มมาตรฐานให้ลูกค้าเซ็นยืนยัน
    • หากลูกค้ามีเอกสาร PDPA ของตัวเองอยู่แล้ว → สามารถส่งมาให้เราตรวจสอบและเซ็นตอบรับได้
    7. มีเอกสารปกปิดความลับ หรือไม่ เนื่องจากบริษัทมีระบบ Audit

    จะมีเอกสารรักษาความลับให้ลูกค้าเพื่อเซ็นต์ยืนยัน "ไม่ว่าลูกค้าจะมีระบบ Audit แบบใด เรามีกระบวนการที่ยืดหยุ่นรองรับความต้องการเอกสารของเราออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับระบบ Audit อยู่แล้ว" หากลูกค้ามีเอกสารของตนเอง ส่งมาให้เราตรวจสอบและลงนามได้

    8. MSSQL คืออะไร

    MSSQL หรือชื่อเต็มว่า Microsoft SQL Server คือ:

    ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Management System – RDBMS) ที่พัฒนาโดยบริษัท Microsoft ใช้สำหรับจัดเก็บ จัดการ และดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล โดยใช้ ภาษา SQL เป็นภาษาหลักในการจัดการข้อมูล

    จุดเด่นของ MSSQL

    1. ทำงานร่วมกับ Windows ได้ดี

    • พัฒนาโดย Microsoft ทำให้ใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Windows และ Active Directory ได้อย่างราบรื่น

    2. มีเครื่องมือ GUI ที่ใช้งานง่าย

    • เช่น SQL Server Management Studio (SSMS) สำหรับเขียนคำสั่ง SQL และดูโครงสร้างฐานข้อมูล

    3. รองรับความปลอดภัยและสิทธิ์ผู้ใช้

    • สามารถควบคุมสิทธิ์ผู้ใช้งานหลายระดับ (Authentication / Authorization)

    4. รองรับการทำงานแบบ Transaction และ Backup Recovery

    • เหมาะกับระบบงานที่ต้องการความถูกต้องของข้อมูล เช่น ERP, POS

    5. สามารถขยายระบบได้ (Scalability)

    • รองรับระบบตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่

    ความสามารถหลัก

    ความสามารถ คำอธิบาย
    การจัดเก็บข้อมูล

    เก็บข้อมูลในรูปแบบตารางและแถว

    Query ข้อมูลด้วย SQL

    ใช้ SELECT, INSERT, UPDATE, DELETE

    สำรอง/กู้คืนข้อมูล

    รองรับ Backup/Restore เต็มรูปแบบ

    Trigger / Stored Procedure

    รองรับการเขียนฟังก์ชันเพื่อควบคุมการทำงานภายใน

    ตัวอย่างการใช้งาน MSSQL

    • ระบบบัญชีและ ERP (เช่น Bplus ERP/HRM)
    9. CPU Core คืออะไร

    จำนวนแกนประมวลผลเสมือน (Virtual CPU Cores) ที่จัดสรรให้กับเครื่องเสมือน (VM) ซึ่งใช้ในการประมวลผลงานต่าง ๆ ภายใน VM นั้นๆ โดยมีพื้นฐานมาจาก CPU จริง (Physical CPU) ที่อยู่ในเครื่อง Host (Server)

    ทำความเข้าใจคำศัพท์

    คำศัพท์ ความหมาย

    Physical CPU

    หน่วยประมวลผลจริงที่อยู่บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์

    Core (แกน)

    แกนประมวลผลภายใน CPU หนึ่งตัว (เช่น CPU 1 ตัวมี 4 Core)

    vCPU (Virtual CPU) หน่วยประมวลผลเสมือนที่ VM มองเห็นและใช้

    ตัวอย่าง: สมมุติว่าเครื่อง Host มี

    • CPU 2 ตัว (Socket)
    • แต่ละตัวมี 8 Core

    รวมทั้งหมด = 16 Cores (Physical)

    เราสามารถ:

    • สร้าง VM แล้วกำหนดให้มี 2 vCPU (ใช้ 2 Core)
    • สร้าง VM อีกตัวให้มี 4 vCPU ได้

    ทั้งนี้การจัดสรรต้องคำนึงถึงทรัพยากรรวมบน Host

    10. RAM คืออะไร

    RAM (อ่านว่า "แรม") ย่อมาจาก Random Access Memory คือ:

    หน่วยความจำหลักของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ใด ๆ ที่ใช้เก็บข้อมูลและโปรแกรมชั่วคราวระหว่างการทำงาน

    หน้าที่ของ RAM:

    • เก็บข้อมูลชั่วคราว ที่กำลังถูกใช้งานโดยระบบปฏิบัติการ โปรแกรม หรือไฟล์ต่าง ๆ
    • ทำให้การเข้าถึงข้อมูลรวดเร็ว กว่าการอ่านจากฮาร์ดดิสก์หรือ SSD
    • ช่วยให้เครื่องทำงานหลายโปรแกรมพร้อมกันได้ลื่นไหล

    ลักษณะสำคัญของ RAM:

    ลักษณะ รายละเอียด

    ชั่วคราว

    ข้อมูลใน RAM จะหายทันทีเมื่อปิดเครื่อง

    เร็วมาก

    เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์และ SSD หลายเท่า

    จำกัด หาก RAM ไม่พอ โปรแกรมจะช้าหรือค้าง

    ตัวอย่างการทำงาน:

    เมื่อคุณเปิดโปรแกรม Microsoft Word:

    • ตัวโปรแกรมจะโหลดจาก SSD/HDD เข้าไปไว้ใน RAM
    • CPU จะประมวลผลจากข้อมูลใน RAM เพราะเร็วกว่าการอ่านจากดิสก์โดยตรง

    RAM กับ VM (Virtual Machine)

    สำหรับ VM (เครื่องเสมือน):

    • สามารถกำหนด RAM เฉพาะให้แต่ละ VM ได้ เช่น VM A ใช้ 4 GB, VM B ใช้ 8 GB
    • ต้องมี RAM บนเครื่อง Host เพียงพอรองรับ VM ทั้งหมด
    11. ความแตกต่างระหว่าง SQL ลิขสิทธิ์ กับ SQL ตัวฟรี

    ความแตกต่างระหว่าง MSSQL แบบลิขสิทธิ์ (เช่น Standard / Enterprise Edition) กับ MSSQL ตัวฟรี (Express Edition) มีหลายประเด็นสำคัญ ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความสามารถ และการใช้งานจริง

    ตารางเปรียบเทียบแบบสรุป

    รายการเปรียบเทียบ

    MSSQL Express (ฟรี)

    MSSQL Standard / Enterprise (ลิขสิทธิ์)

    ราคา

    ฟรี 100%

    มีค่าใช้จ่าย (ตามจำนวน Core หรือ License CAL)

    ขนาดฐานข้อมูลสูงสุด

    10 GB ต่อฐานข้อมูล

    ไม่จำกัด (Standard: TB, Enterprise: สูงสุดตาม Hardware)

    จำนวน CPU/Core รองรับ 1 Socket หรือ 4 Cores รองรับได้หลาย Socket และ Core เต็มที่

    RAM สูงสุดที่ใช้ได้

    1.41 GB ต่อ Instance

    Standard: สูงสุด 128 GB Enterprise: ไม่มีข้อจำกัด

    Agent (Scheduled Jobs)

    ❌ ไม่มี SQL Server Agent

    ✓ มี Agent ตั้งเวลา Backup, Job ได้

    High Availability

    ❌ ไม่รองรับ (เช่น Cluster, Always On)

    ✓ รองรับ (เฉพาะ Standard/Enterprise)

    Reporting / BI Tools

    จำกัด / ไม่มี

    มีครบ เช่น SSRS, SSAS, SSIS

    เหมาะสำหรับ ระบบเล็ก, ทดสอบ, เรียนรู้ ระบบองค์กร, ERP, ระบบงานสำคัญ

    สรุปความเหมาะสม

    เวอร์ชั่น เหมาะกับใคร

    Express (ฟรี)

    • ผู้เริ่มต้นเรียนรู้ SQL
    • ระบบขนาดเล็ก เช่น POS
    • ใช้ในสภาพแวดล้อมทดสอบ

    Standard / Enterprise (มีลิขสิทธิ์)

    • บริษัทขนาดกลาง-ใหญ่
    • ใช้กับระบบ ERP, CRM, HRM
    • ต้องการความเสถียรและประสิทธิภาพสูง
    12. หากต้องการความปลอดภัยในการใช้งาน Cloud มากขึ้น

    ระบบปลอดภัยมีดังนี้

    1. ระบบป้องกันไวรัส (CrowdStrike)

    • ใช้โซลูชันด้านความปลอดภัยจาก CrowdStrike ซึ่งเป็นระบบป้องกันไวรัสระดับองค์กร ที่มีความสามารถในการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ พร้อมการวิเคราะห์พฤติกรรมที่ช่วยป้องกันภัยคุกคามเชิงลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    2. ระบบ Firewall (Fortigate/Sophos)

    • ติดตั้งระบบ Firewall ที่มีความปลอดภัยสูงจาก Fortigate หรือ Sophos เพื่อควบคุมและป้องกันการเข้าถึงระบบจากแหล่งที่มาไม่พึงประสงค์ ทั้งในระดับประเทศและ IP Address โดยสามารถตั้งค่านโยบายด้านความปลอดภัยที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

    3. ระบบ VPN (Virtual Private Network)

    • เสริมความปลอดภัยในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายด้วยการใช้ VPN เพื่อเข้ารหัสข้อมูลและป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับระบบมีความมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น
    13. หาก server Cloud มีปัญหา โดนไวรัส Bplus ทำอย่างไร

    เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ได้ดำเนินการประสานงานกับผู้ให้บริการ (Provider) เพื่อดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้ดำเนินการกู้คืนข้อมูลจาก Snapshot (Backup) ล่าสุดกลับมาใช้งาน ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวอยู่ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนดตามข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA)

    14. หากบริษัท มีใช้งาน VPN อยู่แล้ว ทำอย่างไร ใช้ Cloud ได้ไหม จะทับซ้อนกันไหม

    การใช้งาน VPN เพื่อเชื่อมต่อระบบ Cloud ของ Bplus (ซึ่งใช้ FortiClient VPN) สามารถทำร่วมกันกับ VPN ของสำนักงานของลูกค้าได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเชื่อมต่อมีความปลอดภัย มีเสถียรภาพ และไม่เกิดปัญหาทางเครือข่าย เช่น การทับซ้อนของเส้นทาง (Routing Conflict), การวนลูปของเครือข่าย (Routing Loop) หรือการรั่วไหลของข้อมูล (Data Leakage) แนะนำให้ทีม IT ของลูกค้าออกแบบระบบเครือข่าย, เส้นทางการรับส่งข้อมูล (Routing), และสิทธิ์การเข้าถึง (Access Control) ให้เหมาะสม และแยกขอบเขตของแต่ละ VPN อย่างชัดเจน เช่น:

    • การใช้ Split Tunneling เพื่อจำกัดเส้นทางที่ต้องผ่าน VPN
    • การกำหนด Static Routes ให้เฉพาะจุดที่ต้องการเชื่อมต่อ
    • การควบคุมสิทธิ์ผู้ใช้งาน VPN แต่ละกลุ่มไม่ให้เข้าถึงระบบที่ไม่เกี่ยวข้อง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรมีการตรวจสอบและทดสอบระบบร่วมกันกับทีม เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ ของ Bplus ก่อนใช้งานจริง
    15. หากมีโดเมนอยู่แล้ว ใช้บน Cloud Bplusได้ไหม ต้องทำอย่างไร

    ขั้นตอนการนำโดเมนของลูกค้ามาใช้งานกับ Cloud Bplus

    1. ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ให้บริการจดโดเมน

    ตัวอย่างเช่น:

    • GoDaddy
    • Cloudflare
    • THNIC
    • Hostatom
    • หรือผู้ให้บริการโฮสต์อื่น ๆ เพื่อให้สามารถจัดการ DNS ได้ เช่น การเพิ่ม A Record, CNAME

    2. แจ้งทีม Bplus ว่าต้องการใช้โดเมนนี้

    ทีม Bplus จะ:

    • แจ้ง IP Address หรือ Hostname ของ Cloud Server ที่ให้บริการระบบ (เช่น ERP, HRM, Web API Service)
    • แจ้งว่าให้ชี้ Record แบบใด (A, CNAME, หรืออื่น ๆ)

    3. เข้าไปที่ระบบจัดการ DNS ของโดเมนนั้น แล้วเพิ่ม/แก้ไข Record ตามคำแนะนำ เช่น:

    Record Type

    Name

    Value

    A

    erp.companyname.com 203.123.45.67 (IP ของ Cloud Bplus)
    CNAME erp.companyname.com bplus-cloud.bplus.co.th (กรณีใช้ DNS ชี้ชื่อ)

    4. รอการอัปเดต DNS (Propagation)

    • ใช้เวลาโดยทั่วไปประมาณ 5 นาที ถึง 24 ชั่วโมง ขึ้นกับผู้ให้บริการโดเมน

    5. Bplus ตรวจสอบความถูกต้อง และติดตั้ง SSL (ถ้ามี)

    • หากมีการขอใช้งาน HTTPS, ต้องขอ SSL Certificate ให้กับชื่อโดเมนนั้น เช่น erp.companyname.com
    • สามารถใช้แบบฟรี (Let's Encrypt) หรือจ่ายเงิน (SSL EV/OV)

    ข้อแนะนำเพิ่มเติม

    หัวข้อ แนะนำ

    ความปลอดภัย

    เปิดใช้ HTTPS และตั้งค่า Firewall สำหรับ IP ที่อนุญาต

    DNS TTL

    ตั้งค่า TTL ต่ำในช่วงทดสอบ เช่น 300 วินาที เพื่อเปลี่ยนแปลงได้เร็ว

    Monitoring

    ใช้บริการตรวจสอบว่าโดเมนใช้งานได้ เช่น UptimeRobot, Cloudflare Monitor

    ตัวอย่างเคส

    ลูกค้าชื่อ ABC Co., Ltd. มีโดเมน abc.co.th

    ต้องการใช้ระบบ ERP บน Cloud Bplus ให้เข้าผ่าน erp.abc.co.th

    ดำเนินการ:

    • แจ้ง Bplus เพื่อขอ IP หรือ Hostname ของ Cloud
    • เข้าไปเพิ่ม A Record: erp.abc.co.th → 103.58.123.99
    • ทดสอบโดยเข้าผ่าน Browser หรือ ping DNS
    16. หากโดนไวรัสระบบมีการแจ้งเตือนหรือ Monitoring อย่างไร

    เมื่อมีเหตุผิดปกติเกิดขึ้น ทางผู้ให้บริการ (Provider) จะดำเนินการแจ้งเตือนไปยัง เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ดำเนินการประสานงาน ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน โดยในกรณีที่จำเป็น จะมีการกู้คืนข้อมูลจาก Snapshot (Backup) ล่าสุดกลับมาใช้งาน ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดในข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA)

    17. หาก CPU RAM HDD ถึงจุด Peak ระบบมีแจ้งเตือนไหม

    ทางผู้ให้บริการ Cloud (Provider) จะมีระบบแจ้ง Alert ส่งมาที่ทีมงานซัพพอร์ต Cloud ของทาง Bplus โดยทันทีเมื่อตรวจพบทรัพยากรของ VM เช่น CPU, RAM หรือ HDD ใช้งานถึงระดับสูงสุด (Peak) หรือผิดปกติ จากนั้นทีมงาน Bplus จะดำเนินการตรวจสอบและวิเคราะห์สาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อแยกแยะว่า:

    • เกิดจากการทำงานปกติของระบบที่ต้องการทรัพยากรเพิ่มขึ้น
    • หรือเกิดจากการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น การโจมตีจากผู้ไม่หวังดี หรือ Ransomware

    หากพบว่า ทรัพยากรบน VM ไม่เพียงพอจริง ๆ ทีมงานจะแจ้งให้ลูกค้าทราบ พร้อมเสนอราคาสำหรับการปรับเพิ่มทรัพยากร (เช่น เพิ่ม CPU, RAM, หรือ HDD) และประสานงานกับผู้ให้บริการ Cloud เพื่อดำเนินการปรับปรุงต่อไป

    แต่หากพบว่าเป็นผลจาก การโจมตีหรือภัยคุกคาม ทีมงานจะประสานงานกับผู้ให้บริการ Cloud เพื่อทำการตรวจสอบ ติดตาม และปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงที่มาจากผู้ไม่หวังดีอย่างเร่งด่วน

    18. ใช้เวลาในการ Restore โปรแกรมนานเท่าไหร่ ข้อมูลกลับมา 100% ไหม

    เวลาในการ Restore VM และความสมบูรณ์ของข้อมูล ตามข้อตกลง SLA ที่กำหนดกับลูกค้า ทีมงานจะดำเนินการ Restore VM กลับมาใช้งานได้ภายใน ระยะเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง หลังจากได้รับแจ้งเหตุขัดข้อง โดยข้อมูลที่จะถูกคืนกลับนั้นจะมีความสมบูรณ์ตาม ชุด Backup/Snapshot ล่าสุด ที่ได้ทำไว้ก่อนเกิดปัญหา ซึ่งในทางปฏิบัติจะมีความครบถ้วนสูง แต่ขึ้นอยู่กับจุดเวลาที่สำรองข้อมูล (Backup Point) ดังนั้นข้อมูลอาจไม่ใช่ข้อมูลล่าสุดแบบเรียลไทม์ 100% แต่จะใกล้เคียงมากที่สุด

    19. ถ้ามีเครื่องสแกนที่สาขาหลายตัว และเป็นเครื่องที่ไม่ Auto แต่ต้องการให้ข้อมูล Time ดึงเข้าระบบ Cloud มีวิธีการอย่างไรบ้าง และหากต้องติดตั้ง VPN เพิ่มนับการติดตั้งVPNอย่างไร

    การใช้ HRM Connect แทน AutoTM ดูจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุด ด้วยเหตุผลดังนี้: เหตุผลที่ควรใช้ HRM Connect

    1. ความเสถียรและความราบรื่น: HRM Connect ทำงานเป็น Service บน Server ของ Bplus ซึ่งหมายความว่ามันถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องและเชื่อถือได้มากกว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องการมีเครื่องคอมพิวเตอร์เปิดทิ้งไว้ตลอดเวลาเหมือน AutoTM
    2. ลดความซับซ้อน: ตัดขั้นตอนการดึงข้อมูลจาก AutoTM มายัง HRM ออกไปโดยตรง ทำให้กระบวนการง่ายขึ้นและลดจุดที่อาจเกิดข้อผิดพลาดหรือข้อมูลหลุดหายได้
    3. แก้ปัญหาข้อมูลไม่นิ่ง/หลุดหาย: จากเคสลูกค้าเจ้าอื่นที่คุณยกมา การติดตั้ง VPN ที่สาขาแล้วข้อมูลไม่นิ่ง หรือแม้แต่การใช้เครื่องสแกน ZK Cloud ที่ว่าดีสุดแล้วแต่ยังมีข้อมูลหายบางคน บ่งชี้ว่าปัญหาอาจอยู่ที่กระบวนการดึงข้อมูลและส่งต่อไปยัง HRM ซึ่ง HRM Connect ที่เป็น Service โดยตรงจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้มาก
    4. ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อโดยตรง: HRM Connect ถูกพัฒนามาเพื่อเป็นช่องทางในการเชื่อมต่อข้อมูลเข้าสู่ระบบ HRM ของ Bplus โดยเฉพาะ ทำให้มีความเข้ากันได้และประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันสูง

    บทเรียนจากประสบการณ์ลูกค้าเจ้าอื่น

    • VPN ไม่ใช่ทางออกเสมอไป: การติดตั้ง VPN เพื่อแก้ปัญหาการเชื่อมต่อจากสาขาดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จ และสร้างภาระให้ฝ่าย IT ต้องคอยตรวจสอบตลอดเวลา
    • AutoTM ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรันยาวๆ: คำแนะนำที่ว่า "อย่าคาดหวัง AutoTM โปรแกรมมันออกแบบมาให้ดึงแล้วตรวจสอบ ไม่ใช่เปิดทิ้งยาวๆ" เป็นสิ่งสำคัญที่ตอกย้ำว่าการพึ่งพา AutoTM ในการดึงข้อมูลแบบ Real-time หรือต่อเนื่องนั้นไม่เหมาะสม และเป็นต้นตอของปัญหาข้อมูลหลุดหายหรือเวลาไม่ครบ

    สรุปคือ หากต้องการความเสถียร ความน่าเชื่อถือ และลดภาระในการมอนิเตอร์ระบบ การนำ HRM Connect มาใช้เพื่อดึงข้อมูลเวลาเข้า-ออกงานเข้าสู่ระบบ HRM โดยตรงเป็นทางเลือกที่ชัดเจนและดีที่สุด เมื่อเทียบกับการใช้ AutoTM หรือการพึ่งพาระบบเครือข่ายที่ซับซ้อนอย่าง VPN สำหรับการดึงข้อมูลนี้

    20. ถ้าต้องการ back up มากกว่า 1 ครั้งทำได้หรือ ไม่

    ในกรณีที่ลูกค้ามีความประสงค์ให้ดำเนินการสำรองข้อมูล (Backup) มากกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน สำหรับระบบ HRM และ ERP สามารถดำเนินการได้ โดยลูกค้าจะต้องแจ้งความประสงค์มายังฝ่ายบริการซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ จะดำเนินการประสานงานกับผู้ให้บริการ (Provider) เพื่อกำหนดและตั้งค่าการสำรองข้อมูลแบบ Snapshot ตามความต้องการ (กรณีความต้องการของลูกค้ามากกว่าจำนวนครั้งที่ได้รับจะประสานกับทาง ADMIN จัดทำใบเสนอราคาเพิ่มเติม)

    21. Spec ที่แนะนำรองรับการใช้งานได้นานแค่ไหน

    Spec ที่แนะนำสามารถรองรับการใช้งานได้ประมาณ 2–3 ปี หากไม่มีการขยายจำนวนผู้ใช้งานหรือปริมาณข้อมูลมากเกินคาด

    วิเคราะห์การรองรับในระยะเวลา

    ปัจจัย รายละเอียด

    จำนวนผู้ใช้งาน (Concurrent)

    รองรับได้ประมาณ 5–20 User พร้อมกัน อย่างราบรื่น

    การเติบโตของข้อมูล

    หากมีการทำงานทุกวัน เช่น ERP+HRM+POS จะใช้ Storage เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 2–5 GB

    ฐานข้อมูล

    หากเริ่มต้นจาก 20–30 GB → 3 ปี อาจเพิ่มเป็น 100–150 GB (แนะนำให้วางแผนการ Archive ข้อมูลระยะยาว)

    การอัปเดตระบบ

    ระบบ Windows / SQL Server จะมีการอัปเดตสม่ำเสมอ ซึ่งใช้ RAM และ CPU เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    Performance ที่เสถียร

    Spec แนะนำจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดในช่วง 12–24 เดือนแรก จากนั้น ควรมีการตรวจสุขภาพ VM (VM Health Check)

    ข้อแนะนำเพิ่มเติม:

    1. ควรเผื่อ Spec ไว้ประมาณ 20–30% จากการใช้งานจริง เพื่อให้รองรับการเติบโตของข้อมูล และกรณีผู้ใช้งานพร้อมกันเพิ่มขึ้นในอนาคต
    2. ควรมี แผนการเพิ่ม Storage หรืออัปเกรด CPU/RAM ล่วงหน้า หากมีแผนเพิ่มฟีเจอร์หรือโมดูล ERP เช่น:
      • เพิ่ม POS สาขา
      • เพิ่มระบบ HRM/Time Attendance
      • เชื่อมต่อ API ภายนอก

    Spec แนะนำ (4 Core / 8 GB RAM / SSD 200–300 GB) รองรับการใช้งานได้ 2–3 ปี โดยไม่ต้องอัปเกรด หาก:

    • จำนวน User ไม่เพิ่มเกิน 20 คน
    • ปริมาณข้อมูลเติบโตตามปกติ
    • มีการดูแลรักษาระบบและทำ Backup อย่างเหมาะสม
    22. ขอดู Structure diagram ของทั้งแบบ VPN และ ไม่มี VPN

    Structure Diagram สำหรับการเชื่อมต่อแบบ VPN และ ไม่มี VPN กัน เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างได้ชัดเจนขึ้น

    1. ไม่มี VPN (Direct Internet Connection)

    ในรูปแบบนี้ อุปกรณ์ของคุณจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยตรง ข้อมูลจะถูกส่งผ่านเครือข่ายสาธารณะโดยไม่มีการเข้ารหัสหรือการปกปิด IP Address เพิ่มเติม ทำให้ข้อมูลอาจถูกดักจับได้ง่ายกว่า และความเป็นส่วนตัวน้อยกว่า

    คำอธิบาย:

    • อุปกรณ์ผู้ใช้งาน: คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต ฯลฯ ที่คุณใช้
    • เราเตอร์/โมเด็ม: อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ของคุณเข้ากับอินเทอร์เน็ตผ่านผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP)
    • ISP (Internet Service Provider): ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของคุณ (เช่น AIS, True, TOT, 3BB) พวกเขามองเห็นกิจกรรมออนไลน์ของคุณได้
    • อินเทอร์เน็ตสาธารณะ: เครือข่ายขนาดใหญ่ที่ข้อมูลของคุณเดินทางผ่าน
    • เซิร์ฟเวอร์ปลายทาง: เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน, หรือบริการออนไลน์ที่คุณกำลังเข้าถึง

    2. มี VPN (Virtual Private Network)

    เมื่อคุณใช้ VPN การเชื่อมต่อของคุณจะถูกสร้าง "อุโมงค์" ที่เข้ารหัสผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะ ข้อมูลของคุณจะถูกส่งผ่านเซิร์ฟเวอร์ VPN ก่อนจะออกไปยังปลายทางจริง ทำให้ IP Address ของคุณถูกซ่อน และข้อมูลถูกเข้ารหัส เพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

    คำอธิบาย:

    • อุปกรณ์ผู้ใช้งาน, เราเตอร์/โมเด็ม, ISP, อินเทอร์เน็ตสาธารณะ: เหมือนกับแบบไม่มี VPN
    • เซิร์ฟเวอร์ VPN: เซิร์ฟเวอร์ของบริการ VPN ที่คุณสมัครใช้บริการ ข้อมูลของคุณจะถูกส่งมาที่นี่ก่อน
      • อุโมงค์ VPN เข้ารหัส: นี่คือหัวใจของ VPN ข้อมูลทั้งหมดที่เดินทางระหว่างอุปกรณ์ของคุณและเซิร์ฟเวอร์ VPN จะถูกเข้ารหัส ทำให้ ISP หรือบุคคลภายนอกไม่สามารถอ่านข้อมูลได้
      • IP Address ของ VPN: เมื่อข้อมูลของคุณออกจากเซิร์ฟเวอร์ VPN ไปยังปลายทางภายนอก เซิร์ฟเวอร์ปลายทางจะเห็น IP Address ของเซิร์ฟเวอร์ VPN ไม่ใช่ IP Address จริงของคุณ
    • เซิร์ฟเวอร์ปลายทาง: เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน, หรือบริการออนไลน์ที่คุณกำลังเข้าถึง แต่ตอนนี้จะเห็นว่าการเชื่อมต่อมาจากเซิร์ฟเวอร์ VPN

    สรุปความแตกต่างที่สำคัญ:

    1. ความเป็นส่วนตัวและ IP Address:
      • ไม่มี VPN: ISP และเซิร์ฟเวอร์ปลายทางเห็น IP Address จริงของคุณ
      • มี VPN: ISP เห็นว่าคุณกำลังเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ VPN เท่านั้น ส่วนเซิร์ฟเวอร์ปลายทางจะเห็น IP Address ของเซิร์ฟเวอร์ VPN
    2. ความปลอดภัยของข้อมูล:
      • ไม่มี VPN: ข้อมูลถูกส่งในรูปแบบปกติ อาจถูกดักจับและอ่านได้ง่าย
      • มี VPN: ข้อมูลถูกเข้ารหัสภายในอุโมงค์ VPN ทำให้ยากต่อการดักจับและอ่าน
    23. ต้องอัพเกรดโปรแกรมก่อนหรือหลังขึ้น Cloud

    สามารถทำได้ทั้งก่อนหรือหลังการย้ายขึ้น Cloud แต่หากเป็นโมดูลเงินเดือน แนะนำให้ปิดงวดและคำนวณเงินเดือนให้เรียบร้อยก่อนทำการอัพเกรด เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดของข้อมูล

    24 หากขึ้น Cloud ไปแล้ว แต่ต้องการอัพเกรดโปรแกรม ใครเป็นผู้ดำเนินการ

    ลูกค้าสามารถอัพเกรดด้วยตนเองได้ โดยมีคู่มือให้คำแนะนำ (ค่าบริการ Cloud ไม่รวม การอัพเกรดโปรแกรม) หากต้องการให้ทีมงาน Bplus ดำเนินการแทน จะมีค่าบริการเพิ่มเติม ตามอัตรามาตรฐานของบริษัท

    25. ถ้าใช้งาน Cloud Bplus อยู่ แต่ต้องการเปลี่ยนเครื่อง Client ใหม่ ให้ Bplus ทำให้ได้หรือไม่

    ลูกค้าสามารถติดตั้งและตั้งค่าเครื่อง Client ใหม่ได้เอง โดยมีคู่มือให้ (ค่าบริการ Cloud ไม่รวม การติดตั้งเครื่องเพิ่มหรือเปลี่ยนเครื่อง) หากให้เจ้าหน้าที่ Bplus ดำเนินการ จะมีค่าบริการเพิ่มเติม ตามอัตรามาตรฐาน

    26. Cloud Bplus มีระบบ Backup แบบไหน

    ระบบ Backup ของ Cloud Bplus ใช้เทคโนโลยี Snapshot Snapshot จะบันทึกสภาพของ VM ในช่วงเวลานั้นๆ ทั้งระบบปฏิบัติการ, ข้อมูลแอปพลิเคชัน และการตั้งค่าต่างๆ

    27. มีการ monitor server availibility อย่างไร และมีการทำ Backup System และ Database อย่างไรบ้าง

    1. การมอนิเตอร์ระบบ (Monitoring)

    • การตรวจสอบระบบจะดำเนินการเฉพาะเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ หรือมีความจำเป็นในการตรวจสอบเพิ่มเติมเท่านั้น หากระบบทำงานเป็นปกติ จะไม่มีการดำเนินการมอนิเตอร์เป็นประจำ

    2. การสำรองข้อมูล (Backup/Snapshot)

    • สำหรับ Package 1 จะดำเนินการสำรองข้อมูลในรูปแบบ Snapshot จำนวน 7 ชุด เพื่อรองรับการกู้คืนย้อนหลังตามความเหมาะสม
    • สำหรับ Package 2 จะดำเนินการสำรองข้อมูลในรูปแบบ Snapshot จำนวน 30 ชุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกู้คืนข้อมูลย้อนหลังได้ในระยะยาวมากยิ่งขึ้น

    3. การแจ้งเตือนและการดำเนินการเมื่อเกิดเหตุผิดปกติ

    • เมื่อระบบตรวจพบเหตุผิดปกติ ผู้ให้บริการ (Provider) จะดำเนินการแจ้งเตือนฝ่ายบริการเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อประสานงาน ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน กรณีจำเป็น อาจมีการกู้คืนข้อมูลจาก Snapshot ล่าสุดเพื่อนำระบบกลับมาใช้งานได้โดยเร็ว ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะเป็นไปตามระยะเวลาและขอบเขตที่ระบุไว้ในข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA)
    28. Cloud Bplus เป็นแบบไหน Site to site หรือ Client to site แตกต่างกันอย่างไร

    Cloud Bplus เปิดให้บริการ VPN เฉพาะแบบ Client to Site เท่านั้น

    ความแตกต่างระหว่าง VPN Site-to-Site กับ Client-to-Site

    รายการ

    Site-to-Site VPN

    Client-to-Site VPN

    ลักษณะการเชื่อมต่อ

    เชื่อมโยง สองเครือข่าย (สำนักงาน) เข้าด้วยกันแบบถาวร

    ผู้ใช้รายบุคคล (เช่น พนักงาน) เชื่อมเข้าระบบจากภายนอก

    ผู้ใช้งานหลัก

    ระหว่าง สำนักงานหลัก กับ สาขา, หรือ Cloud กับ On-Premise

    พนักงานที่ทำงานนอกสถานที่ หรือ Work from Home

    อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ

    ใช้ Firewall หรือ Router ของทั้งสองฝั่งสร้าง VPN Tunnel

    ใช้ VPN Client Software บนเครื่องผู้ใช้ เช่น FortiClient, OpenVPN

    การรักษาความปลอดภัย

    ใช้ IPSec VPN ระหว่าง Gateway อุปกรณ์

    ใช้ SSL VPN หรือ IPSec VPN บนเครื่องผู้ใช้งาน

    การเข้าถึงระบบ

    อุปกรณ์ทั้งเครือข่ายสามารถเข้าหากันได้อัตโนมัติ

    ผู้ใช้ต้อง “เชื่อมต่อ VPN” ด้วยตนเอง ก่อนใช้งาน

    การตั้งค่า

    ต้องตั้งค่าทั้ง 2 ฝั่ง และกำหนด Routing ให้เหมาะสม

    ผู้ใช้ติดตั้ง Client และเชื่อมต่อ ผ่าน Credentials

    เหมาะกับสถานการณ์

    • สำนักงานหลายแห่งต้องการแชร์ระบบกัน
    • เชื่อม Cloud ↔ On-Premise
    • พนักงานเดินทาง
    • ผู้บริหารใช้งานระบบจากที่บ้าน
    • Site-to-Site VPN: เชื่อม “สำนักงานใหญ่ ↔ สาขา” แบบระบบคุยกันเองทั้งเครือข่าย
    • Client-to-Site VPN: พนักงานรายบุคคลต่อเข้าระบบจากภายนอก (เช่น จากบ้านหรือมือถือ)
    29. หากใช้งาน Cloud Bplus Port ต่างประเทศฝั่งลูกค้าต้องใช้งานแบบไหน

    ผู้ใช้งาน Cloud Bplus จากต่างประเทศ

    แนวทางที่ปลอดภัยและแนะนำ:

    หัวข้อ รายละเอียด

    1. ใช้งานผ่าน Forticlient VPN

    ผู้ใช้งานที่ต่างประเทศต้องติดตั้ง Forticlient VPN เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบ Cloud Bplus เหมือนกับที่ใช้งานในไทย

    2. รองรับการเข้าจาก IP ต่างประเทศ

    ทีมงานเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ ของ Bplus ต้องทำการ เปิดสิทธิ์หรืออนุญาต IP จากต่างประเทศ ให้สามารถเชื่อมต่อ VPN ได้

    3. ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ต่างประเทศ

    ควรมีความเร็วขั้นต่ำ 30–50 Mbps ขึ้นไป เพื่อรองรับการใช้งาน ERP/HRM แบบ Remote ได้ราบรื่น

    4. การตั้งเวลาเครื่อง (Time Zone)

    ผู้ใช้งานต้องปรับ Time Zone ให้ตรงกับประเทศไทย (UTC+7) เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องเวลาในการบันทึกข้อมูลในระบบ ERP

    5. ความปลอดภัยเพิ่มเติม

    อาจพิจารณาเปิดใช้ 2FA (Two-Factor Authentication) ในการเชื่อมต่อ VPN เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงจากต่างประเทศ

    สองรูปแบบการใช้งานที่ลูกค้าสามารถเลือก:

    แบบใช้งาน

    รายละเอียด

    ความเหมาะสม

    1. VPN + Cloud VM

    ผู้ใช้ต่างประเทศเชื่อม VPN ก่อน แล้ว Remote เข้า VM ที่ตั้งระบบ ERP/HRM

    แนะนำในกรณีใช้งานจาก Notebook/PC

    2. VDI Cloud

    ใช้งานผ่าน Remote Desktop ไปยัง VDI Cloud ที่ตั้งไว้

    เหมาะกับผู้ใช้ไม่อยากติดตั้งระบบใด ๆ และเน้นความง่า

     

    คำแนะนำจากทีมเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์:

    ลูกค้าควรแจ้งกับทีมงานเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ล่วงหน้า หากมีการใช้งานจากต่างประเทศ เพื่อให้ทีม Bplus เตรียมการเปิดสิทธิ์ IP, ทดสอบ VPN, และออกแบบการเข้าถึงให้ปลอดภัย และไม่กระทบกับผู้ใช้งานในประเทศ

    30. กรณีลูกค้าต้องการซื้อ Cloud ไปเก็บข้อมูล Back up จากโปรแกรม/Cloud อีกชุด ต้องแนะนำลูกค้าอย่างไร

    หากลูกค้ามีความต้องการใช้บริการ Cloud ของ Bplus เพื่อ เก็บสำรองข้อมูล (Backup) จากระบบหลักหรือ Cloud อีกชุดหนึ่ง ทางทีมงาน Bplus ขอแนะนำดังนี้:

    ข้อแนะนำเบื้องต้น:

    1. วัตถุประสงค์ของการใช้ Cloud สำรอง:
      • เพื่อความปลอดภัยในกรณีที่ระบบหลักมีปัญหา เช่น ไวรัส, ความเสียหายทางกายภาพ, หรือ Ransomware
      • เพื่อให้สามารถเรียกคืนข้อมูลได้จาก Offsite location
    2. กำหนดรูปแบบการ Backup ที่ชัดเจน:
      • Backup แบบ Full, Incremental หรือ Differential
      • ความถี่ที่ต้องการ (รายวัน, รายสัปดาห์, รายเดือน)
      • ต้องการเก็บเวอร์ชันย้อนหลังกี่ชุด
    3. เครื่องมือหรือวิธีที่ใช้ในการ Backup:
      • ผ่าน SFTP, Rsync, โปรแกรม Backup เช่น Veeam, Acronis, หรือ Script ตามที่ลูกค้ามีอยู่
      • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน VPN (เช่น FortiClient VPN ของ Bplus)
    4. ความจุที่ต้องการ:
      • ลูกค้าควรประเมินขนาดข้อมูลที่จะ Backup เช่น 100 GB, 1 TB, หรือมากกว่านั้น
      • สามารถขยายพื้นที่ในภายหลังได้ตามการใช้งานจริง
    5. การเข้ารหัสและความปลอดภัย:
      • ข้อมูลที่ส่งมายัง Cloud Bplus สามารถเข้ารหัส (Encryption) ได้
      • VM หรือ Storage บน Cloud จะมีระบบความปลอดภัย เช่น Firewall และสิทธิ์การเข้าถึง
    31. การแนะนำ Spec Internet สำหรับการใช้ Cloud

    แนะนำสเปกอินเทอร์เน็ตสำหรับการใช้งานระบบ Cloud สำหรับการใช้งานระบบ Cloud ของ Bplus จากสำนักงานของลูกค้า แนะนำให้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อรองรับการเชื่อมต่อที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ ดังนี้:

    1. ความเร็วอินเทอร์เน็ตขั้นต่ำที่แนะนำ: 500/500 Mbps (Download/Upload) สำหรับสำนักงานที่มีการใช้งาน Cloud อย่างต่อเนื่อง
    2. กรณีมีจำนวนเครื่องใช้งานมาก (20 เครื่องขึ้นไป): แนะนำให้ปรับเปลี่ยนแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตเป็นระดับ 1,000/1,000 Mbps ขึ้นไป เพื่อรองรับทราฟฟิคที่หนาแน่น และลดปัญหาความล่าช้าหรือการหลุดของระบบ

    หมายเหตุเพิ่มเติม:

    • ควรใช้อินเทอร์เน็ตแบบ Fiber Optic (FTTx) ซึ่งมีเสถียรภาพและค่าความหน่วง (Latency) ต่ำ
    • แนะนำให้มี อุปกรณ์ Firewall หรือ Router คุณภาพสูง รองรับการใช้งาน VPN/FortiClient ได้ดี
    • กรณีมีหลายสาขาหรือมีการใช้งาน Cloud หนัก ควรพิจารณา เชื่อมต่อแบบ Leased Line หรือ MPLS เพื่อความเสถียรสูงสุด
    32. ความแตกต่างระหว่าง Internet ธรรมดา และ Internet แบบ Fix IP

    Internet แบบธรรมดา (Dynamic IP): เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไปของผู้ใช้ตามบ้าน ที่ไม่ต้องให้ระบบภายนอกเข้ามาเชื่อมต่อ Internet แบบ Fix IP (Static IP): เหมาะกับธุรกิจหรือองค์กรที่ต้องมีการเชื่อมต่อเข้าระบบจากภายนอก เช่น VPN, ERP Cloud, POS, File Server, กล้อง IP ฯลฯ

    33. หากต้องการเช่า Cloud แต่ไม่อยากลงโปรแกรมที่เครื่องทำได้ไหม (ของ SE จะต้องรีโมทเข้ามาที่ Cloud ให้ประเมินว่าลูกค้าทำได้หรือไม่)

    ทำได้ โดยใช้บริการ Cloud แบบ VDI (Virtual Desktop Infrastructure) แต่จะมีรายละเอียดและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ดังนี้:

    รูปแบบการใช้งาน:

    • ลูกค้า ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมที่เครื่องตนเองเลย
    • ใช้งานผ่าน Remote Desktop หรือ VDI ได้ทันที
    • เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต → ก็สามารถเปิดโปรแกรม Bplus ERP/HRM ได้จาก Cloud

    ค่าใช้จ่ายจะมี 2 ส่วนหลัก:

    รายการ รายละเอียด

    1. ค่าบริการ VM Cloud

    สำหรับติดตั้งระบบหลัก เช่น Bplus ERP / HRM / POS และเก็บฐานข้อมูลของลูกค้า

    2. ค่าบริการ VDI Cloud (ต่อ User)

    สำหรับให้ผู้ใช้งานแต่ละคนเข้ามาใช้งานผ่าน Desktop จาก Cloud ได้โดยตรง เช่น พนักงานบัญชี, HR

    เหมาะกับกรณีไหน?

    • ลูกค้าไม่มีแผนก IT หรือไม่อยากดูแลเครื่องเอง
    • ต้องการใช้งานได้จากทุกที่ โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม
    • ใช้ Notebook/Tablet ก็ใช้งานระบบ Bplus ได้เหมือนนั่งอยู่ที่สำนักงาน

    หมายเหตุสำคัญจากทีมเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ :

    หากลูกค้าจะเลือกใช้ VDI ต้องแจ้งจำนวน User ที่ใช้งาน VDI ชัดเจน เพราะมีค่าใช้จ่ายต่อหัว (ต่อ 1 session/connection) และทีมเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ จะต้องเข้าไปตั้งค่าระบบให้เหมาะสม

    34. สามารถตรวจสอบประวัติการ login เข้าใช้ cloud ได้หรือไม่

    โดยระบบ Cloud (ทั้งแบบ VM และ VDI) จะมีการเก็บ Log การเข้าใช้งาน อยู่แล้ว ซึ่งสามารถนำมาตรวจสอบย้อนหลังได้ในกรณีต่าง ๆ เช่น:

    รายการที่สามารถตรวจสอบได้:

    รายการที่ตรวจสอบได้ รายละเอียด

    ✔ วันที่และเวลาที่ Login

    ใคร Login เข้าระบบ Cloud เมื่อไร

    ✔ IP Address ของผู้ใช้งาน

    มาจากที่ไหน (เช่น ที่บ้าน, ที่ทำงาน)

    ✔ ชื่อผู้ใช้งาน (Username)

    บ่งบอกว่าใครเป็นคนเข้าใช้

    ✔ พฤติกรรมการใช้งาน (บางกรณี)

    เช่น ใช้งานนานเท่าไร, เชื่อมต่อโปรแกรมอะไร

    ✔ ความพยายาม Login ผิด

    บันทึกไว้หากมีการพยายามเข้าระบบผิด (อาจเป็นภัยคุกคาม)

    อยู่ที่ว่าใช้ Cloud รูปแบบใด:

    ประเภท Cloud

    วิธีตรวจสอบประวัติ Login

    Cloud VM (Windows Server)

    ตรวจผ่าน Event Viewer > Security Logs (ระบบ Windows Server มี Log Audit ในตัว)

     

    Cloud VDI / Remote Desktop

     

    ตรวจผ่านระบบ VDI Management หรือ RDS Log

    Cloud พร้อม Forticlient VPN

    ตรวจสอบผ่าน FortiGate Log (มี log การเชื่อมต่อ VPN แยกต่างหาก)

    สรุปคำแนะนำจากทีม เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ :

    • หากลูกค้าต้องการตรวจสอบประวัติ Login เป็นระยะ → สามารถเปิดสิทธิให้ดู Log หรือจัดส่งรายงานให้ตามรอบเวลาได้
    • แนะนำให้ กำหนดนโยบาย Login + Password + การตรวจสอบ Log เป็นประจำ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
    • ในกรณีที่ใช้ VPN → ควรเปิด Log ของ VPN Gateway ด้วยเพื่อช่วยวิเคราะห์จุดเข้าเชื่อมต่อทั้งหมด
    35. หากต้องการใช้งานระบบ Cloud บริษัทต้องเตรียมดำเนินการอะไรบ้างหลังจากสั่งซื้อ

    สิ่งที่บริษัทต้องดำเนินการหลังจากสั่งซื้อ Cloud

    1. กำหนดข้อมูลเบื้องต้นให้ทีมเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์
      • รายชื่อผู้ใช้งาน และสิทธิ์การเข้าถึง (เช่น ใครใช้งาน ERP, POS, HRM
      • รายชื่อสาขา / จุด POS / ฝ่ายต่าง ๆ ที่ต้องเชื่อมเข้าใช้งาน Cloud
    2. เตรียมข้อมูลระบบเครือข่าย (Network)
      • แจ้ง ข้อมูลผู้ดูแลระบบ (IT) ของบริษัท
      • แจ้งว่าใช้อินเทอร์เน็ตแบบ Fix IP หรือ Dynamic IP
      • กรณีใช้ VPN FortiClient → แจ้งจำนวน User VPN ที่ต้องการ
      • หากใช้ VPN Site-to-Site → ต้องให้ทีม IT ลูกค้าช่วยดำเนินการ
    3. ตรวจสอบความพร้อมของอินเทอร์เน็ตที่สำนักงาน
      • ความเร็วแนะนำ ขั้นต่ำ 500/500 Mbps (หากมีผู้ใช้งานมาก แนะนำ 1000/1000 Mbps)
      • ต้องสามารถติดตั้ง FortiClient VPN ได้ (ติดตั้งได้ทุกเครื่องที่ต้องเชื่อมต่อ Cloud)
    4. จัดเตรียมข้อมูลระบบเดิม (ถ้ามี)
      • Backup ข้อมูลระบบเดิม (ERP, POS, HRM)
      • ตรวจสอบความเข้ากันได้ของเวอร์ชันก่อนติดตั้งบน Cloud
    5. กำหนดผู้ประสานงานหลัก (Contact Point)
      • ผู้มีอำนาจอนุมัติ
      • ผู้รับผิดชอบในการติดต่อกับทีม Bplus หรือ Provider Cloud
    6. แจ้งความต้องการพิเศษ (ถ้ามี)
      • ต้องการ Backup วันละกี่ครั้ง
      • ต้องการติดตั้งโปรแกรมเสริมอื่น ๆ บน VM
      • ต้องการใช้ Domain Name หรือ E-mail ชื่อองค์กรร่วมกับระบบ

    หลังจาก Bplus ติดตั้งระบบบน Cloud แล้ว ลูกค้าจะได้รับ:

    • ไฟล์ติดตั้ง FortiClient VPN
    • Username/Password VPN
    • คู่มือการใช้งานระบบ Cloud
    • คู่มือการเข้าใช้งาน ERP/POS/HRM บน Cloud
    • ตารางเวลาการ Backup และวิธีแจ้งปัญหา
    36. การใช้งานระบบCloudแบบมี VPN และไม่มี VPN แตกต่างกันอย่างไรและแบบไหนปลอดภัยสูงสุด

    ความแตกต่าง: Cloud แบบ "มี VPN" กับ "ไม่มี VPN"

    หัวข้อ

    Cloud แบบมี VPN

    Cloud แบบไม่มี VPN

    การเข้าถึงระบบ

    ผู้ใช้งานต้องเชื่อมต่อ VPN ก่อนใช้งานระบบ Cloud

    เข้าถึงระบบ Cloud ได้โดยตรง ผ่านอินเทอร์เน็ต

    ความปลอดภัยของข้อมูล

    สูงมาก: ข้อมูลวิ่งผ่าน Tunnel ที่เข้ารหัส

    ต่ำกว่า: ข้อมูลอาจถูกดักฟังหาก ไม่มีการเข้ารหัส

    ความเสี่ยงจากภายนอก

    ป้องกันการสแกน IP หรือโจมตีจากบุคคลภายนอกได้ดี

    เสี่ยงโดนสแกนพอร์ต/Brute-force/Ransomware

    ความยุ่งยากในการใช้งาน

    ต้องติดตั้ง FortiClient VPN หรือ VPN Client ก่อน

    ใช้งานสะดวก แค่เปิดเบราว์เซอร์ ก็เข้าระบบได้

    ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง

    ควบคุมจาก IP / User VPN ได้ละเอียด

    ควบคุมยาก หากใช้ Dynamic IP หรือเปิดเผยระบบ

     

    ERP, POS, HRM ที่ต้องการความมั่นคงปลอดภัยสูง

    Web App, ระบบที่ไม่สำคัญมาก หรือใช้ชั่วคราว

    รองรับจำนวนผู้ใช้

    ขึ้นกับการออกแบบ VPN และ User Access

    ใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องจัดกา รสิทธิ์ VPN

    สรุปแนะนำแบบมืออาชีพจากเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ :

    • หากระบบ Cloud ใช้เก็บข้อมูลสำคัญ เช่น ERP, POS, HRM หรือข้อมูลการเงิน → ควรใช้แบบมี VPN เพราะมีความปลอดภัยสูงสุด ทั้งในแง่ของการเข้ารหัสข้อมูลและการควบคุมการเข้าถึง
    • Cloud แบบไม่มี VPN เหมาะกับระบบทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยง เช่น ระบบทดลอง, ระบบสาธารณะ, หรือระบบที่ไม่มีข้อมูลสำคัญ

    ทำไม VPN จึงปลอดภัยกว่า

    • ข้อมูลถูกส่งผ่าน VPN Tunnel ที่เข้ารหัส (Encrypted)
    • สามารถจำกัด IP ที่เชื่อมต่อเข้าได้ → ป้องกัน Hacker
    • ลดความเสี่ยงจาก Brute-force, Port Scanning, Man-in-the-middle Attack
    37. การใช้งาน Cloud แบบ VM กับ Cloud VDI ต่างกันอย่างไร

    การเปรียบเทียบแบบชัดเจนระหว่าง Cloud แบบ VM (Virtual Machine) กับ Cloud แบบ VDI (Virtual Desktop Infrastructure) ซึ่งเป็นคำถามที่พบบ่อยในการวางระบบให้ลูกค้าองค์กร:

    ความแตกต่างระหว่าง Cloud แบบ VM กับ Cloud แบบ VDI

    หัวข้อ

    Cloud VM<br>(Virtual Machine)

    Cloud VDI<br> (Virtual Desktop Infrastructure)

    รูปแบบการใช้งาน

    เหมือน “เครื่องเซิร์ฟเวอร์” 1 เครื่องอยู่บน Cloud

    เหมือน “เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว” ที่ใช้ผ่าน Cloud

     

    ผู้ใช้

     

    หลายคนสามารถใช้งานร่วมกัน ในระบบเดียว (Multi-user)

    แต่ละคนมี Desktop ของตัวเองแยกจากกัน (Single-user per session)

    เหมาะกับการใช้งาน

    ใช้งานระบบ ERP, HRM, Database, File Server ฯลฯ

    ใช้งานแบบ Remote Desktop เช่น ERP/HRM

     

    ลักษณะหน้าจอใช้งาน

     

    ผู้ใช้เชื่อมต่อโปรแกรมเท่านั้น เช่น ERP หรือ HRM โดยตรง

    ผู้ใช้ได้หน้าจอ Windows เต็มรูปแบบ (เหมือนใช้ PC ของตัวเอง)

    การบริหารจัดการ

    ทีม IT ดูแลระบบ VM รวม (OS, User, App, Security)

    ระบบแยกอิสระเป็นรายคน สามารถตั้งค่า การใช้งานเฉพาะบุคคลได้

    ประสิทธิภาพ

    ใช้ทรัพยากรร่วมกัน มีประสิทธิภาพสูงเหมาะ กับระบบเฉพาะ

    ใช้ทรัพยากรแยกต่อผู้ใช้ ทำให้มี ความเป็นส่วนตัวและความเสถียรสูง

    ต้นทุน

    ต่ำกว่า VDI เพราะไม่ต้อง แยกเครื่องต่อคน

    สูงกว่า เนื่องจากต้องมีทรัพยากรเฉพาะ ให้แต่ละผู้ใช้

    เหมาะกับงานแบบไหน

    • ระบบ POS
    • ระบบ ERP/HRM
    • Web App/Database
    • งานออฟฟิศ
    • โปรแกรม CAD/Design
    • รองรับ BYOD/Work from Home

    สรุปแนะนำจาก เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ :

    ความต้องการของลูกค้า

    ควรเลือกแบบไหน?

    ต้องการระบบกลางสำหรับ ERP / HRM

     

     

    เลือก Cloud VM

     

    ต้องการใช้งาน Desktop ส่วนตัวจากระยะไกล (Work from Home)

     

    เลือก Cloud VDI

     

    มีผู้ใช้งานจำนวนมาก แต่ทำงานเหมือนกัน

    Cloud VM

    ต้องการความเป็นส่วนตัวและตั้งค่าเฉพาะเครื่องต่อผู้ใช้

    Cloud VDI

    38. การใช้งาน VPN สำหรับ POS แนะนำอย่างไร ควรนับจุด POS เป็น User VPN *1 เลยหรือไม่ หรือไม่จำเป็น (เนื่องจากมีลูกค้าได้ข้อมูลว่า POS ไม่ต้องเชื่อมต่อ VPN ไว้ตลอดเวลาก็ได้ สามารถยืม User ของ ERP มาเชื่อมต่อเฉพาะตอนที่รวบรวมยอดขาย/ปรับราคาสินค้า/ปรับข้อมูลอื่นๆ)

    ควรนับแต่ละจุด POS เป็น 1 User VPN เพื่อให้การจัดการระบบ VPN มีความปลอดภัย ชัดเจน และสามารถควบคุมการเข้าถึงระบบได้อย่างมีแบบแผน โดยเฉพาะในกรณีที่มีการจำกัดจำนวน Concurrent Users หรือมีความจำเป็นต้องตรวจสอบ Log การใช้งานย้อนหลัง

    รายละเอียดเพิ่มเติม :

    • แม้การใช้งาน POS จะ ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อ VPN ตลอดเวลา (เช่น เชื่อมต่อเฉพาะตอน Sync ข้อมูล ยอดขาย ปรับราคา หรืออัปเดตสินค้า) แต่เมื่อเชื่อมต่อ ควรใช้ User VPN ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละ POS เพื่อ:
    • ป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ชื่อผู้ใช้ VPN เดียวกันพร้อมกันหลายจุด (ซึ่งบางระบบ VPN จะปฏิเสธหรือบล็อก)
    • ป้องกันความสับสนและปัญหาด้าน Log หรือ Security Audit
    • สามารถตรวจสอบต้นทางของแต่ละการเชื่อมต่อได้ชัดเจน (เช่น POS สาขาไหน เชื่อมเมื่อไหร่)

    หากใช้ User เดียวร่วมกัน: อาจทำให้เกิดปัญหา "ชนกัน" ในการเชื่อมต่อ

    24 March 2020  View 30,530

    บทความที่น่าสนใจ

    สินค้าอื่นๆ

    สมัครสมาชิก

    ลงชื่อเข้าใช้งาน

    เข้าสู่ระบบ

    สร้างบัญชีใหม่ | ลืมรหัสผ่าน ?

    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    ยอมรับนโยบาย

    "Behind the success of customer business"

    บริษัท อี-บิซิเนส พลัส จำกัด และ บริษัท บิซิเนส แอนด์ เทคโนโลยี่ จำกัด มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ บริการ บุคลากร อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า

    11-14 ซอยบรมราชชนนี 39 แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร 10170

    ADDRESS


    CONTACT US


    • ฝ่ายขาย HRM: 092-345-3681
    • ฝ่ายขาย ERP POS: 085-234-5980
    • Call Center ฝ่ายขาย: 02-880-9700, 02-409-5409, 02-880-8800
    • Call Center: 02-880-8800
    • Mobile Call Center: 080-915-5660, 065-629-0509, 094-997-3559
    • ฝ่ายบริการ: 02-880-8800 ฝ่ายบริการ HRM กด 2 , ฝ่ายบริการ ERP กด 3

    SOCIAL MEDIA


    • Bplus HRM โปรแกรมเงินเดือนสำเร็จรูป
    • Business Plus ERP MRP
    • โปรแกรมขายหน้าร้าน Bplus POS
    • Business Plus Food & Beverage
    • @salebplus
    • @businessplushrm
    • allsales@bplus.co.th

    Copyright © 2021. All rights reserved • คุ้กกี้ • นโยบายส่วนบุคคล • ยกเลิกรับข่าวสาร
    คุณชอบคุกกี้ไหม? 🍪 เราใช้คุกกี้เพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา นโยบายการใช้คุกกี้ / เรียนรู้เพิ่มเติม