1.1 ตัดรอบตามเดือนจริง (1–สิ้นเดือน)
เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด
ข้อดี:
- เข้าใจง่าย
- ครอบคลุมวันในเดือนแบบตรงไปตรงมา
ข้อเสีย:
- HR ต้องรวบรวมข้อมูลให้ครบภายในวันสิ้นเดือน
- เวลาตรวจสอบน้อย
ตัวอย่าง
01/01/25xx – 31/01/25xx → จ่าย 31/01/25xx
กรณีเข้าใหม่
เริ่มงานวันที่ 16 → คิดเงินเดือน 16–31
1.2 ตัดรอบแบบคร่อมเดือน (เช่น 26–25)
ช่วยให้ HR มีเวลาตรวจสอบมากขึ้น
ข้อดี:
- มีเวลาตรวจสอบก่อนจ่ายจริง
- ลดความผิดพลาด
ข้อเสีย:
- จำนวนวันแต่ละเดือนต่างกัน ทำให้คำนวณยากขึ้น
ตัวอย่าง
26/01 – 25/02 → จ่าย 28/02
กรณีเข้าใหม่
เริ่มงาน 01/02 → คิดเงินเดือน 01/02–25/02 (25 วัน)
⭐ 2) การแบ่งจ่ายเดือนละสองครั้ง
2.1 ตัดรอบตามเดือนจริง (1–15 และ 16–สิ้นเดือน)
นิยมมากในบริษัทที่ต้องการเพิ่มสภาพคล่องให้พนักงาน
ข้อดี:
- พนักงานได้รับเงินเร็วขึ้น
- ช่วยบริหารค่าใช้จ่ายรายเดือน
ข้อเสีย:
- HR ต้องทำงาน 2 รอบต่อเดือน
ตัวอย่าง
งวด 1: 01–15 → จ่าย 15
งวด 2: 16–31 → จ่าย 31
2.2 ตัดรอบแบบคร่อมเดือน (26–10 และ 11–25)
ช่วยให้ HR มีเวลาตรวจสอบมากขึ้น
ข้อดี:
- ตรวจสอบข้อมูลได้ละเอียดก่อนจ่าย
- ลดความผิดพลาด
ข้อเสีย:
- จำนวนวันไม่เท่ากันในแต่ละเดือน
ตัวอย่าง
งวด 1: 26/12–10/01 → จ่าย 15/01
งวด 2: 11/01–25/01 → จ่าย 31/01
🎯 สรุปสิ่งที่ HR ต้องเข้าใจ
✅ รอบเงินเดือนแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน ➜ ขึ้นอยู่กับนโยบายและความเหมาะสมขององค์กร
✅ การตัดรอบมีผลต่อการคำนวณเงินเดือน ➜ ทั้งจำนวนวันทำงาน ภาษี และประกันสังคม
✅ HR ต้องเข้าใจทั้ง “ช่วงวัน” และ “วันที่จ่าย” ➜ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการคำนวณ
🔹 เมื่อบริษัทมีรอบการจ่ายเงินเดือนหลายแบบ
การคำนวณด้วยมือหรือ Excel อาจทำให้เกิดความผิดพลาด
- นับจำนวนวันผิด
- คิด OT ผิดรอบ
- คำนวณประกันสังคมไม่ตรง
- จ่ายเงินเดือนผิดงวด
ระบบเงินเดือนที่ดีควรสามารถ
- ตั้งรอบเงินเดือนได้หลากหลาย
- รองรับทั้งแบบตามเดือนจริงและแบบคร่อมเดือน
- คำนวณอัตโนมัติให้ตรงกับนโยบายบริษัท
- ลดงาน HR และลดความเสี่ยงผิดพลาด
🚀 นี่คือเหตุผลที่หลายองค์กรเลือกใช้ระบบที่ “คิดแทน HR” ได้จริง