บริษัท อี-บิซิเนส พลัส จำกัด - HRM รุ่น SMALL SME

ทําอย่างไรเมื่อกําลังหมดไฟในการทํางาน (Burnout)


ทําอย่างไรเมื่อกําลังหมดไฟในการทํางาน (Burnout)


  1. Work Smarter : คน Work Hard มักมีงานยุ่งในมือตลอดและนํามาซึ่งความเครียด ที่ต้องบริหารปริมาณงาน เปลี่ยนมาวางแผนการทํางานตามลำดับ ความสำคัญก่อนหลัง ถึงแม้ว่าจะทําไม่เสร็จทันทุกงาน แต่อย่างน้อยงานสำคัญก็ได้รับการจัดการก่อน เราก็จะเครียดน้อยลง
  2. Unplug : ต่อให้มีงานที่ต้องติดต่อตลอดเวลาแม้กระทั่งกลางคืนหรือวันหยุด ก็ควรปิดมือถือ ปิดคอมพิวเตอร์ล่วงหน้าอย่างน้อยสัก 1-2 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน เพราะไม่เช่นนั้นก็จะหลับไปทั้งที่มีเรื่องงานค้างอยู่ ในสมอง ทําให้เมื่อตื่นมาจะรู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อนเลย
  3. Say No Social Media : หลายคนอาจจะคิดว่าการใช้ Social Media เป็นการพักผ่อน แต่ การเสพติด Social มากไปทําให้เกิดความ Drama ในชีวิตยิ่งขึ้น จากที่เครียดแต่เรื่องงาน ควรให้เวลากับตัวเองและครอบครัวจะดีกว่าเพราะจะได้ทั้งกําลังใจและความสุข เป็นพลังให้ก้าวต่อ
  4. Relax : การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ Focus on yourself อยู่กับตัวเอง 5-10 นาที แล้วไม่คิดเรื่องงาน หน้าที่รับผิดชอบ ทําให้สมองให้โล่ง ตัด เสียงรบกวนแล้วฟังความเงียบ สูดอากาศใต้ต้นไม้ หรือนั่งสมาธิ จะช่วยให้กลับมาสดชื่น มีพลังที่จะทําอะไรต่อได้
  5. Work Less : การทํางานหนักมากไปและพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุของ โรคหมดไฟและความเครียดสะสม จิตตก สุดท้ายผลการทํางานก็ ลดลงอยู่ดี ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้กับวันหยุดพักผ่อนและกิจกรรมที่ ชอบเพื่อให้วันทํางานกลับมาเป็นวันที่พร้อมลุยงานต่อเสมอ


ที่มา : Think People Consulting

คุณลักษณะสําคัญแบบนี้ถึงจะเรียกว่าเป็น “High Performer”


คุณลักษณะสําคัญแบบนี้ถึงจะเรียกว่าเป็น “High Performer”


1.เป็นนักแก้ปัญหา (Problem-Solving)
2.สามารถทํางานเป็นทีมได้ (Ability to work on a Team)
3.เชี่ยวชาญในงานเชิงเทคนิค (Technical Proficiency)
4.ฉลาดและมีความสามารถ (Intelligence and Competency)
5.มีทักษะด้านการจัดการงาน (Organizational Skills)
6.มีทักษะการสื่อสาร(Communication Skills)
7.มีความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and Innovation)
8.สามารถบริหารจัดการเวลาได้ (Time Management)
9.มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (Analytical Skills)
โดยท้ายภาพ มีอักษรเล็ก ๆ
Credit: Dr. Mary Dowd; Updated March 16, 2018



ที่มา :Think People Consulting

ภาวะ Burnout (หมดไฟในการทํางาน) ในคนทํางาน



5 ขั้นตอนในการเตรียมการปฐมนิเทศ พนักงานใหม่


5 ขั้นตอนในการเตรียมการปฐมนิเทศ พนักงานใหม่


1.ตั้งเป้าหมายของการปฐมนิเทศให้ชัดเจนก่อน
เป้าหมายต้องสนับสนุนเป้าหมายองค์กรด้วยเพื่อไม่ให้การอบรมไร้ทิศทางไม่มีประสิทธิภาพและไม่เชื่อมโยงต่อความสําเร็จองค์กร เป้าหมายช่วยให้เตรียมข้อมูลเฉพาะที่สําคัญ ไม่ให้พนักงานใหม่รับข้อมูลมากเกินไปแบบไร้ทิศทาง ตั้งแต่แรกของการเริ่มงาน
2. เขียนเค้าโครงเนื้อหาที่ใช้ในการปฐมนิเทศ
การเขียนเค้าโครงเนื้อหา (outline) ช่วยให้มั่นใจว่า เรื่องสําคัญที่จะสนับสนุนเป้าหมาย ไม่ตกหล่นไป และไม่มีเนื้อหาที่ไม่สําคัญ เพิ่มมาให้เป็นการเสียเวลาในการอบรมบางเรื่องที่เป็นกฎหรือระเบียบ อาจเป็นแค่แนะนําให้พนักงานไปหาข้อมูลเพิ่มเองก็ได้
3. เตรียมเนื้อหาที่เป็นภาพรวมใหญ่ขององค์กร
ในการปฐมนิเทศแต่ละครั้งอาจจะมีพนักงานใหม่จากหลายแผนกมาพร้อมกัน ซึ่งไม่จําเป็นที่ผู้อบรมต้องอธิบายในรายละเอียดของ แต่ละหน่วยงาน แต่ต้องอธิบายภาพรวมใหญ่และทิศทางขององค์กรเพื่อให้พนักงานใหม่ทุกคนเข้าใจในองค์กรไปในทางเดียวกัน
4. ออกแบบวิธีการปฐมนิเทศให้ทันสมัย
พนักงานใหม่ส่วนใหญ่เป็น Gen Y,Z ซึ่งถ้าให้มานั่งในห้องอบรม ดูสไลด์หรือวีดีโอ คงเป็นเรื่องตกยุคแล้วในช่วงที่ทุกคนใช้ Social Media อาจปรับเป็นแบบ Online,Facetime ที่สื่อสารที่ใดก็ได้เพื่อสร้างความสนใจและประทับใจให้กับพนักงานรุ่นใหม่
5. มีวิธีการวัดผล และรับ Feedback ของพนักงานใหม่ที่เข้าปฐมนิเทศ
การวัดผลเพื่อให้ทราบว่าการอบรมได้ผลตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้หรือไม่ พนักงานใหม่เข้าใจองค์กรอย่างที่เรากําหนดไว้หรือไม่ ส่วน Feedback จากการอบรม ช่วยให้เรานํามาวิเคราะห์ แก้ไขปรับปรุง และออกแบบการอบรมให้ได้ประโยชน์และน่าสนใจขึ้น
Credit: www.yourtrainingprovider.com/blog



ที่มา :Think People Consulting