การคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต้องใช้ฐาน “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ได้พิจารณาจากชื่อรายการเพียงอย่างเดียว
หลักสำคัญคือ เงินรายการนั้นจ่าย เพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ หรือเป็นเพียงสวัสดิการ เงินรางวัล หรือเงินชดเชยค่าใช้จ่าย
ความหมายของ “ค่าจ้าง”
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ค่าจ้างหมายถึงเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณเป็น
- รายชั่วโมง
- รายวัน
- รายสัปดาห์
- รายเดือน
- ตามระยะเวลาอื่น
- ตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้
รวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายในวันหยุดหรือวันลาที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมายด้วย
ดังนั้น การตั้งชื่อว่า “เงินช่วยเหลือ” “เบี้ย” หรือ “ค่าใช้จ่าย” ไม่ได้ทำให้รายการนั้นพ้นจากการเป็นค่าจ้าง หากข้อเท็จจริงคือจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงาน
1. เงินเดือน
ต้องนำมาคำนวณแน่นอน เพราะเป็นค่าตอบแทนหลักที่นายจ้างตกลงจ่ายให้ลูกจ้างสำหรับการทำงานในเวลาทำงานปกติ
ตัวอย่าง เงินเดือน 25,000 บาท
- เงินสะสมลูกจ้าง 0.25% = 62.50 บาท
- เงินสมทบนายจ้าง 0.25% = 62.50 บาท
- นำส่งรวม 125 บาท
2. ค่าจ้างรายวัน
ต้องนำมาคำนวณ เช่นเดียวกับเงินเดือน เพียงแต่ใช้ยอดค่าจ้างที่เกิดขึ้นจริงในงวดนั้น
ตัวอย่าง ลูกจ้างได้รับค่าจ้างวันละ 500 บาท ทำงาน 22 วัน
ค่าจ้างที่ใช้คำนวณ:
500 × 22 = 11,000 บาท
เงินกองทุน:
- เงินสะสมลูกจ้าง 11,000 × 0.25% = 27.50 บาท
- เงินสมทบนายจ้าง 11,000 × 0.25% = 27.50 บาท
- นำส่งรวม 55 บาท
หากมีค่าจ้างวันหยุดหรือวันลาที่กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างได้รับ ต้องพิจารณารวมเป็นค่าจ้างของงวดนั้นด้วย
3. ค่าครองชีพ
กรณีที่ต้องนำมาคำนวณ
ค่าครองชีพต้องนำมารวม หากมีลักษณะดังนี้
- จ่ายเป็นจำนวนแน่นอนทุกเดือน
- จ่ายเป็นประจำต่อเนื่อง
- ไม่ต้องนำหลักฐานค่าใช้จ่ายมาเบิก
- จ่ายให้เป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนจากการทำงาน
- ได้รับพร้อมเงินเดือนหรือค่าจ้างตามปกติ
ตัวอย่าง บริษัทจ่ายเงินเดือน 20,000 บาท และค่าครองชีพประจำเดือนละ 1,500 บาท
ฐานคำนวณ:
20,000 + 1,500 = 21,500 บาท
ศาลฎีกาเคยวางหลักว่า ค่าครองชีพที่จ่ายเป็นจำนวนแน่นอนและเป็นประจำทุกเดือนในลักษณะเดียวกับเงินเดือน ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 498/2535
กรณีที่อาจไม่ต้องนำมาคำนวณ
หากรายการที่เรียกว่าค่าครองชีพมีลักษณะเป็น
- เงินช่วยเหลือเฉพาะกิจชั่วคราว
- สวัสดิการเฉพาะกรณี
- จ่ายคืนตามค่าใช้จ่ายจริง
- ต้องมีใบเสร็จหรือหลักฐานประกอบ
- ไม่ได้จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน
อาจไม่ถือเป็นค่าจ้าง แต่ต้องตรวจเอกสารและเงื่อนไขการจ่ายจริง ไม่ควรยกเว้นเพียงเพราะบริษัทใช้คำว่า “เงินช่วยเหลือ”
4. ค่าตำแหน่ง
กรณีที่ต้องนำมาคำนวณ
โดยทั่วไปค่าตำแหน่งต้องนำมาคำนวณ หาก
- จ่ายเป็นจำนวนแน่นอนทุกเดือน
- จ่ายเพื่อตอบแทนหน้าที่หรือความรับผิดชอบของตำแหน่ง
- ลูกจ้างได้รับระหว่างดำรงตำแหน่ง
- ไม่ใช่การเบิกคืนค่าใช้จ่าย
- จ่ายเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนการทำงานปกติ
ตัวอย่าง
- เงินเดือน 30,000 บาท
- ค่าตำแหน่งหัวหน้างาน 3,000 บาท
ฐานค่าจ้าง:
30,000 + 3,000 = 33,000 บาท
เงินสะสมของลูกจ้าง:
33,000 × 0.25% = 82.50 บาท
เงินสมทบของนายจ้าง:
33,000 × 0.25% = 82.50 บาท
ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าเงินประจำตำแหน่งที่จ่ายเหมาจ่ายเป็นจำนวนแน่นอนทุกเดือนและเป็นค่าตอบแทนการทำงาน ถือเป็นค่าจ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5024/2548
การที่บริษัทหยุดจ่ายเมื่อลูกจ้างพ้นจากตำแหน่ง ไม่ทำให้เงินที่ได้รับระหว่างดำรงตำแหน่งไม่เป็นค่าจ้าง
กรณีที่อาจไม่ต้องนำมาคำนวณ
หากเป็นสิทธิประโยชน์หรือทรัพย์สินที่บริษัทจัดให้เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงาน เช่น รถประจำตำแหน่ง โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่ยังเป็นทรัพย์สินของบริษัท อาจเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้าง ต้องแยกจาก “เงินสดค่าตำแหน่ง” ที่จ่ายเข้าบัญชีลูกจ้างทุกเดือน
5. เบี้ยขยัน
รายการนี้ต้องระมัดระวังที่สุด เพราะผลขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการจ่าย
แนวทางสำหรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ข้อมูลประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกองทุนระบุ “เบี้ยขยัน” เป็นหนึ่งในตัวอย่างค่าจ้างรวมที่นำมาคำนวณ ดังนั้น สำหรับการตั้งค่าระบบเงินเดือนเพื่อเริ่มใช้กองทุน แนวทางที่ปลอดภัยคือ นำเบี้ยขยันมารวมคำนวณก่อน หากเป็นเงินที่จ่ายจากการทำงานในงวดนั้น ข้อมูลกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ตัวอย่าง
- เงินเดือน 18,000 บาท
- เบี้ยขยันงวดนั้น 500 บาท
ฐานคำนวณเบื้องต้น:
18,000 + 500 = 18,500 บาท
เงินสะสมลูกจ้าง:
18,500 × 0.25% = 46.25 บาท
เหตุใดเบี้ยขยันจึงต้องตรวจเงื่อนไขเพิ่มเติม
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาบางคดีวินิจฉัยว่า เบี้ยขยันที่จ่ายให้เฉพาะผู้ไม่ขาดงาน และลดลงตามจำนวนวันที่ขาดงาน เป็นเงินจูงใจหรือเงินรางวัล ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานโดยตรง จึงไม่ถือเป็นค่าจ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 958–971/2527
จึงต้องแยกเป็นสองลักษณะ
เนื่องจากเอกสารแนวทางกองทุนกับแนวคำพิพากษาในเรื่องเบี้ยขยันอาจต้องพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริง บริษัทที่ต้องการไม่นำเบี้ยขยันมารวมควรขอคำยืนยันจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่เป็นลายลักษณ์อักษร
ตัวอย่างคำนวณรวมทั้งหมด
พนักงานได้รับเงินในเดือนตุลาคม 2569 ดังนี้
คำนวณเงินกองทุน:
- เงินสะสมลูกจ้าง 29,000 × 0.25% = 72.50 บาท
- เงินสมทบนายจ้าง 29,000 × 0.25% = 72.50 บาท
- นำส่งรวม = 145 บาท
หลักตรวจสอบรายการเงินได้สำหรับฝ่าย HR
ควรตรวจแต่ละรายการด้วยคำถามต่อไปนี้
- จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานหรือไม่
- จ่ายสำหรับการทำงานในเวลาปกติหรือไม่
- จ่ายเป็นประจำหรือเป็นจำนวนแน่นอนหรือไม่
- ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามสัญญา ข้อบังคับหรือประกาศหรือไม่
- ต้องแสดงใบเสร็จหรือหลักฐานค่าใช้จ่ายหรือไม่
- เป็นเงินรางวัล สวัสดิการ หรือคืนค่าใช้จ่ายจริงหรือไม่
- หากลูกจ้างทำงานตามปกติ นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายหรือไม่
ถ้าคำตอบข้อ 1–4 ส่วนใหญ่เป็น “ใช่” มีแนวโน้มต้องนำมาคำนวณ แต่หากเป็นการคืนค่าใช้จ่ายจริง สวัสดิการเฉพาะกิจ หรือรางวัลตามดุลพินิจ มีแนวโน้มไม่ใช่ค่าจ้าง
ข้อแนะนำสำหรับตั้งค่าในโปรแกรมเงินเดือน
ควรแยกรายการเงินได้เป็นอย่างน้อย 3 กลุ่ม
- ค่าจ้างที่นำส่งกองทุนแน่นอน เช่น เงินเดือนและค่าจ้างรายวัน
- ค่าจ้างที่พิจารณาตามเงื่อนไข เช่น ค่าครองชีพ ค่าตำแหน่งและเบี้ยขยัน
- รายการที่ไม่ใช่ค่าจ้าง เช่น เงินคืนค่าใช้จ่ายตามใบเสร็จหรือสวัสดิการบางประเภท
จากนั้นจัดทำตารางเหตุผลประกอบว่ารายการใดรวมและไม่รวม เพื่อให้ใช้มาตรฐานเดียวกันทุกงวดและสามารถชี้แจงเมื่อตรวจสอบได้
สรุป: เงินเดือนและค่าจ้างรายวันต้องนำมาคำนวณแน่นอน ส่วนค่าครองชีพและค่าตำแหน่งโดยทั่วไปต้องรวม หากจ่ายประจำเพื่อตอบแทนการทำงาน สำหรับเบี้ยขยัน แนวทางกองทุนให้รวมไว้ก่อน แต่ต้องตรวจลักษณะการจ่าย เพราะถ้าเป็นเพียงเงินรางวัลจูงใจจากการไม่ขาด ลา หรือสาย อาจไม่ถือเป็นค่าจ้างตามแนวคำพิพากษาบางกรณี