ลูกจ้างที่ทำงานหลายบริษัทต้องนำส่งเงินอย่างไร

หากลูกจ้างทำงานกับหลายบริษัทพร้อมกัน ต้องพิจารณาและนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแยกเป็นรายบริษัท ไม่ใช่เลือกส่งเพียงบริษัทเดียว

ถ้าบริษัท A และบริษัท B ต่างอยู่ในข่ายบังคับ ลูกจ้างต้องถูกหักเงินสะสมจากค่าจ้างของทั้งสองบริษัท และนายจ้างแต่ละบริษัทต้องจ่ายเงินสมทบในส่วนของตนเอง กรณีมีนายจ้าง 2 รายและทั้งสองรายมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป แนวทางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุว่า ต้องหักทั้ง 2 ราย

หลักการสำคัญ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่าง

“ลูกจ้างแต่ละคน” กับ “นายจ้างแต่ละราย”

จึงไม่ได้รวมรายได้จากทุกบริษัท แล้วเลือกให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งนำส่ง แต่ให้นายจ้างแต่ละรายคำนวณจากค่าจ้างที่บริษัทของตนจ่าย

ตามมาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เมื่อลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุน ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องหักเงินสะสมจากค่าจ้าง พร้อมจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง บทบัญญัติกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มาตรา 126–138

วิธีพิจารณาทีละบริษัท

สมมติลูกจ้างทำงานกับบริษัท A, B และ C ต้องตรวจสอบแต่ละแห่งแยกกันดังนี้

บริษัท สถานะกิจการ วิธีดำเนินการ
บริษัท A มีลูกจ้าง 50 คน ไม่มีสวัสดิการที่ได้รับยกเว้น อยู่ในข่ายบังคับ A หักเงินสะสมและสมทบให้ลูกจ้าง
บริษัท B มีลูกจ้าง 20 คน ไม่มีสวัสดิการที่ได้รับยกเว้น อยู่ในข่ายบังคับ B ต้องหักและสมทบอีกส่วนหนึ่ง
บริษัท C มีลูกจ้าง 5 คน โดยทั่วไปยังไม่อยู่ในข่ายบังคับ C ไม่ต้องหัก เว้นแต่สมัครเข้ากองทุนโดยสมัครใจ
บริษัท D ให้ลูกจ้างรายนี้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เข้าเกณฑ์ อาจได้รับยกเว้นเฉพาะความสัมพันธ์กับ D D ไม่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างสำหรับบุคคลนั้น

การได้รับยกเว้นในบริษัทหนึ่ง ไม่ได้ทำให้อีกบริษัทได้รับยกเว้นตามไปด้วย

ตัวอย่างการคำนวณ

ลูกจ้างทำงานพร้อมกัน 2 บริษัท

  • บริษัท A จ่ายค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท
  • บริษัท B จ่ายค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท
  • ทั้งสองบริษัทอยู่ในข่ายกองทุน

อัตราตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 คือ ลูกจ้างและนายจ้างฝ่ายละ 0.25%

รายการ บริษัท A บริษัท B
ค่าจ้าง 30,000 บาท 20,000 บาท
หักเงินสะสมลูกจ้าง 0.25% 75 บาท 50 บาท
นายจ้างสมทบ 0.25% 75 บาท 50 บาท
ยอดนำส่งของบริษัท 150 บาท 100 บาท

ดังนั้นในเดือนนั้น

  • ลูกจ้างถูกหักรวม 125 บาท
  • นายจ้าง A สมทบ 75 บาท
  • นายจ้าง B สมทบ 50 บาท
  • เงินเข้ากองทุนรวมทั้งหมด 250 บาท

แต่การนำส่งต้องดำเนินการแยกกัน กล่าวคือ บริษัท A นำส่ง 150 บาทในรายการของบริษัท A และบริษัท B นำส่ง 100 บาทในรายการของบริษัท B

บริษัทหนึ่งนำส่งแทนอีกบริษัทได้หรือไม่

ไม่ได้ เพราะนายจ้างแต่ละรายมีหน้าที่ตามกฎหมายของตนเอง ได้แก่

  1. ขึ้นทะเบียนหรือแจ้งรายชื่อลูกจ้าง
  2. คำนวณจากค่าจ้างที่ตนจ่าย
  3. หักเงินสะสมจากค่าจ้าง
  4. จ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง
  5. จัดทำรายการนำส่ง
  6. นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

บริษัท A จึงไม่ควรนำค่าจ้างจากบริษัท B มารวมคำนวณ และไม่ควรสมทบแทนบริษัท B แม้จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน

บริษัทในเครือเดียวกันต้องแยกหรือไม่

หากบริษัท A และบริษัท B เป็นคนละนิติบุคคล มีเลขทะเบียนนิติบุคคลและสัญญาจ้างแยกกัน โดยทั่วไปถือว่าเป็นนายจ้างคนละราย จึงต้องประเมินและนำส่งแยกกัน

สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • สัญญาจ้างระบุชื่อบริษัทใดเป็นนายจ้าง
  • บริษัทใดมีอำนาจบังคับบัญชา
  • บริษัทใดบันทึกลูกจ้างไว้ในบัญชีเงินเดือน
  • บริษัทใดเป็นผู้จ่ายค่าจ้าง
  • ลูกจ้างมีสัญญาจ้างกับทั้งสองบริษัทจริงหรือไม่
  • เงินที่อีกบริษัทจ่ายเป็นค่าจ้าง หรือเป็นเพียงการเบิกต้นทุนระหว่างบริษัท

ตัวอย่างที่ 1: เป็นลูกจ้างสองบริษัทจริง

ลูกจ้างทำงานให้บริษัท A ตอนเช้า และบริษัท B ตอนเย็น มีสัญญาจ้างและรับเงินเดือนจากทั้งสองแห่ง ถือว่ามีนายจ้าง 2 ราย ต้องพิจารณานำส่งทั้งสองแห่ง

ตัวอย่างที่ 2: บริษัทหนึ่งจ่ายเงินแทน

ลูกจ้างมีสัญญาจ้างกับบริษัท A แห่งเดียว แต่บริษัท B เป็นผู้โอนเงินเดือนแทนตามระบบบริหารเงินของกลุ่มบริษัท กรณีนี้ยังไม่ควรสรุปว่ามีนายจ้าง 2 ราย ต้องตรวจสัญญาและความสัมพันธ์การจ้างที่แท้จริง

ตัวอย่างที่ 3: ถูกส่งไปช่วยบริษัทในเครือ

ลูกจ้างอยู่ในบัญชีเงินเดือนบริษัท A และถูกส่งไปปฏิบัติงานที่บริษัท B ชั่วคราว โดย B ไม่ได้ทำสัญญาจ้างและไม่ได้จ่ายค่าจ้างโดยตรง โดยทั่วไปอาจยังมีนายจ้างเพียงบริษัท A แต่ควรตรวจสัญญา Secondment และข้อเท็จจริงประกอบ

ถ้าบริษัทหนึ่งมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สมมติลูกจ้างทำงาน 2 บริษัท

  • บริษัท A ให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เข้าเงื่อนไขยกเว้น
  • บริษัท B ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป

ผลคือ

  • บริษัท A อาจไม่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
  • บริษัท B ยังต้องหักเงินสะสมและจ่ายเงินสมทบตามปกติ

การเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท A ไม่สามารถนำไปใช้ยกเว้นหน้าที่ของบริษัท B ได้โดยอัตโนมัติ

ถ้าบริษัทหนึ่งมีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน

ต้องนับจำนวนลูกจ้างของแต่ละบริษัทแยกกัน ไม่ให้นำจำนวนลูกจ้างของหลายบริษัทมารวมกันเพียงเพราะมีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการชุดเดียวกัน

ตัวอย่าง

  • บริษัท A มีลูกจ้าง 30 คน จึงอยู่ในข่าย
  • บริษัท B มีลูกจ้าง 7 คน โดยทั่วไปยังไม่อยู่ในข่าย
  • ลูกจ้างคนเดียวทำงานทั้ง A และ B

กรณีนี้ บริษัท A ต้องนำส่ง ส่วนบริษัท B โดยทั่วไปไม่ต้องนำส่ง เว้นแต่บริษัท B เคยเข้าสู่ระบบแล้ว หรือนายจ้างและลูกจ้างสมัครเข้ากองทุนโดยสมัครใจตามหลักเกณฑ์

กรณีที่กิจการเคยมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและภายหลังลดลงต่ำกว่า 10 คน ไม่ควรหยุดนำส่งเอง เพราะอาจยังมีหน้าที่นำส่งต่อเนื่อง ต้องตรวจสอบสถานะทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อน

กรณีออกจากบริษัทหนึ่ง แต่ยังทำงานอีกบริษัท

ตัวอย่าง ลูกจ้างลาออกจากบริษัท A แต่ยังทำงานกับบริษัท B

  • บริษัท A ต้องแจ้งการสิ้นสุดการจ้างและหยุดนำส่งเฉพาะส่วนของ A
  • บริษัท B ต้องหักและนำส่งต่อไปตามปกติ
  • การออกจาก A ไม่ทำให้สถานะการจ้างกับ B สิ้นสุด
  • สิทธิขอรับเงินจากกองทุนในส่วนของการจ้างที่สิ้นสุด ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และข้อมูลที่กองทุนบันทึกไว้

มาตรา 133 กำหนดว่าเมื่อลูกจ้างออกจากงาน ให้จ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลจากเงินดังกล่าวแก่ลูกจ้าง แต่กรณีมีนายจ้างหลายรายและออกจากงานเพียงบางราย ควรให้สำนักงานกองทุนตรวจสอบยอดที่เกี่ยวข้องกับการจ้างซึ่งสิ้นสุดก่อนยื่นคำขอ เพื่อไม่ให้กระทบยอดที่ยังนำส่งจากนายจ้างอีกแห่งหนึ่ง

ไม่มีการเลือกส่งเฉพาะบริษัทหลัก

ลูกจ้างไม่สามารถแจ้งว่า “ส่งกับบริษัท A แล้ว จึงไม่ต้องส่งกับบริษัท B” หากทั้งสองบริษัทเข้าเงื่อนไข เพราะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากระบบที่กำหนดให้เลือกนายจ้างหลัก

หลักปฏิบัติคือ

นายจ้างรายใดจ่ายค่าจ้างและอยู่ในข่ายบังคับ นายจ้างรายนั้นต้องหักเงินสะสมและจ่ายเงินสมทบจากค่าจ้างที่ตนจ่าย

สิ่งที่ฝ่าย HR ควรดำเนินการ

แต่ละบริษัทควรดำเนินการดังนี้

  1. ให้ลูกจ้างแจ้งว่ามีการจ้างงานกับบริษัทอื่นหรือไม่
  2. ตรวจสอบว่าเป็นการจ้างงานจริง หรือเป็นเพียงการทำงานให้บริษัทในเครือ
  3. ตรวจสอบสถานะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือข้อยกเว้นเป็นรายบริษัท
  4. ขึ้นทะเบียนลูกจ้างด้วยเลขประจำตัวที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันข้อมูลสมาชิกซ้ำ
  5. คำนวณจากค่าจ้างที่บริษัทของตนจ่ายเท่านั้น
  6. แสดงรายการหักกองทุนในสลิปเงินเดือนของแต่ละบริษัท
  7. นายจ้างแต่ละรายสมทบในอัตราเดียวกัน
  8. นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  9. เมื่อสิ้นสุดการจ้าง ให้บริษัทที่เกี่ยวข้องแจ้งออกเฉพาะรายการของตน
  10. เก็บสัญญาจ้าง หลักฐานจ่ายค่าจ้างและรายงานนำส่งแยกตามนิติบุคคล

สรุปสุดท้าย: หากลูกจ้างทำงานกับบริษัท A และ B และทั้งสองบริษัทอยู่ในข่ายกองทุน ต้องหักและสมทบทั้งสองบริษัท โดยแต่ละบริษัทคำนวณจากค่าจ้างที่ตนเองจ่าย ไม่มีการรวมค่าจ้างไว้ที่บริษัทเดียว และไม่มีการเลือกส่งเฉพาะบริษัทหลัก

แนะนำสำหรับฝ่าย HR

หากคุณใช้ระบบเงินเดือน Bplus HRM สามารถตั้งค่าการหักเงินได้ทุกกรณี

พร้อมรองรับแบบฟอร์สกล.3 และ สกล.3/1ได้อย่างครบถ้วน

ช่วยให้การจัดการเอกสารและการนำส่งเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

หรือสนใจชมสาธิตการใช้งานเพื่อรับสิทธิทดลองใช้

ติดต่อหาเราได้ที่

 
สนใจโปรแกรมเงินเดือนติดต่อ 092-345-3681 สนใจโปรแกรมเงินเดือนติดต่อ 092-345-3681 สนใจโปรแกรมเงินเดือนติดต่อ 092-345-3681