กรณีพนักงานลางานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ต้องนำส่งเงินหรือไม่

กรณีพนักงานลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ต้องพิจารณาว่าในงวดนั้นยังมี “ค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์” เหลืออยู่หรือไม่

  • หากลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างทั้งงวด และไม่มีค่าจ้างอื่นที่ต้องนำมาคำนวณเลย เงินสะสมและเงินสมทบของงวดนั้นเป็น 0 บาท
  • หากลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างเพียงบางวัน ให้นำค่าจ้างที่เหลือจริงหลังหักวันลา รวมกับค่าจ้างรายการอื่นที่เข้าเกณฑ์มาคำนวณ
  • การลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างไม่ได้ทำให้สิ้นสุดสมาชิกภาพ ลูกจ้างยังเป็นสมาชิกกองทุนอยู่

เหตุผลตามหลักกฎหมาย

มาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดว่า ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม โดยนายจ้างหักจากค่าจ้าง และให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบในอัตราที่กำหนด

ดังนั้น หากลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างเนื่องจากลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และไม่มีค่าจ้างอื่นเกิดขึ้นในงวดนั้น ก็ไม่มีฐานสำหรับคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบ

กรณีลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างทั้งเดือน

ตัวอย่าง พนักงานได้รับเงินเดือนปกติ 30,000 บาท แต่ได้รับอนุมัติลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างตลอดเดือนพฤศจิกายน 2569 และไม่มีรายได้อื่นที่เป็นค่าจ้าง

รายการ จำนวน
เงินเดือนที่มีสิทธิได้รับ 0 บาท
ค่าจ้างอื่นที่เข้าเกณฑ์ 0 บาท
ฐานคำนวณกองทุน 0 บาท
เงินสะสมลูกจ้าง 0 บาท
เงินสมทบนายจ้าง 0 บาท

บริษัทจึงไม่ต้องหักเงินจากลูกจ้าง และไม่ต้องออกเงินสมทบสำหรับงวดนั้น แต่ต้องเก็บหลักฐานการลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างไว้ และไม่ควรแจ้งลูกจ้างออกจากกองทุน เพราะความสัมพันธ์การจ้างยังไม่สิ้นสุด

เมื่อกลับมาทำงานและได้รับค่าจ้างในงวดถัดไป ให้กลับมาคำนวณตามปกติ

กรณีลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างบางวัน

ตัวอย่าง พนักงานได้รับเงินเดือน 30,000 บาท ลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง 3 วัน บริษัทคำนวณหักค่าจ้าง 3,000 บาท

ค่าจ้างคงเหลือ:

30,000 − 3,000 = 27,000 บาท

เงินกองทุนช่วงอัตรา 0.25%:

  • เงินสะสมลูกจ้าง 27,000 × 0.25% = 67.50 บาท
  • เงินสมทบนายจ้าง 27,000 × 0.25% = 67.50 บาท
  • นำส่งรวม 135 บาท

จึงไม่ใช้เงินเดือนเต็ม 30,000 บาท แต่ใช้ค่าจ้างที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจริงหลังหักวันลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

กรณีเงินเดือนเป็นศูนย์ แต่ยังมีค่าจ้างรายการอื่น

แม้เงินเดือนจะเป็นศูนย์ แต่ถ้างวดนั้นลูกจ้างยังได้รับเงินรายการอื่นที่มีลักษณะเป็นค่าจ้าง ก็ต้องนำรายการนั้นมาคำนวณ

ตัวอย่าง พนักงานลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างทั้งเดือน แต่ยังมีค่าคอมมิชชันจากผลงานในเวลาทำงานปกติของงวดก่อน 10,000 บาท ซึ่งถึงกำหนดจ่ายในเดือนนั้น

หากค่าคอมมิชชันดังกล่าวถือเป็นค่าจ้าง

  • ฐานคำนวณ = 10,000 บาท
  • ลูกจ้างสะสม = 25 บาท
  • นายจ้างสมทบ = 25 บาท
  • นำส่งรวม = 50 บาท

จึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “เงินเดือนเป็นศูนย์” แต่ต้องตรวจรายการเงินได้ทั้งหมดในงวดด้วย

ต้องแยกจากวันลาที่ได้รับค่าจ้าง

วันลาบางประเภทกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัทกำหนดให้ลูกจ้างยังได้รับค่าจ้าง เช่น

  • ลาป่วยภายในจำนวนวันที่ได้รับค่าจ้าง
  • ลาพักผ่อนประจำปี
  • ลากิจที่ได้รับค่าจ้างตามกฎหมายหรือข้อบังคับ
  • ลาคลอดในส่วนที่นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้าง
  • วันหยุดที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้าง

เงินที่จ่ายสำหรับวันหยุดหรือวันลาที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ถืออยู่ในความหมายของค่าจ้าง จึงต้องนำมาคำนวณกองทุนตามปกติ

ประเภทการลา มีค่าจ้างหรือไม่ แนวทางกองทุน
ลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างทั้งเดือน ไม่มี ฐาน 0 บาท
ลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างบางวัน ได้รับค่าจ้างบางส่วน คำนวณจากค่าจ้างคงเหลือ
ลาพักผ่อนประจำปี มีค่าจ้าง คำนวณตามปกติ
ลาป่วยในวันที่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง มีค่าจ้าง คำนวณตามปกติ
ลากิจที่ได้รับค่าจ้าง มีค่าจ้าง คำนวณตามปกติ
ขาดงานโดยไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง ไม่มีค่าจ้างเฉพาะวันที่ขาด คำนวณจากค่าจ้างที่เหลือ

ต้องแยกจากกรณีนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้าง

กรณีนี้สำคัญมาก เพราะ “ลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง” กับ “นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง” ให้ผลต่างกัน

ลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันดังกล่าวตามข้อตกลงหรือระเบียบการลา จึงไม่มีฐานค่าจ้างในส่วนนั้น และไม่ต้องนำส่งจากยอดดังกล่าว

นายจ้างค้างจ่ายค่าจ้าง

ลูกจ้างทำงานและมีสิทธิได้รับค่าจ้าง แต่นายจ้างยังไม่จ่ายหรือจ่ายล่าช้า มาตรา 131 กำหนดว่า หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด ให้นายจ้างมีหน้าที่นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ โดยถือเสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว

ตัวอย่าง ลูกจ้างทำงานครบเดือน มีสิทธิได้รับเงินเดือน 30,000 บาท แต่นายจ้างขาดสภาพคล่องและยังไม่ได้จ่ายเงินเดือน

กรณีนี้ไม่ใช่ฐาน 0 บาท นายจ้างยังต้องคำนวณจาก 30,000 บาท

  • เงินสะสมลูกจ้าง 75 บาท
  • เงินสมทบนายจ้าง 75 บาท

นายจ้างไม่สามารถบันทึกเป็นลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการนำส่งได้

กรณีลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างต่อเนื่องหลายเดือน

หากลูกจ้างได้รับอนุมัติลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างหลายเดือน แต่ยังไม่ได้ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง

  • ยังคงสถานะเป็นลูกจ้าง
  • ยังคงสถานะสมาชิกกองทุน
  • เดือนที่ไม่มีค่าจ้างและไม่มีค่าจ้างอื่น ฐานคำนวณเป็นศูนย์
  • ไม่ต้องสมทบขั้นต่ำ เพราะกองทุนไม่มีฐานขั้นต่ำ
  • เมื่อกลับมารับค่าจ้าง ให้เริ่มคำนวณตามปกติ
  • ไม่ควรแจ้งสิ้นสุดสมาชิกภาพเพียงเพราะไม่มีค่าจ้างชั่วคราว

ฝ่าย HR ควรตรวจข้อกำหนดการรายงานงวดที่ยอดเป็นศูนย์ผ่านระบบของกรมอีกครั้งเมื่อระบบเปิดใช้งานจริง เพราะแม้ไม่มีเงินนำส่ง แต่อาจยังต้องแสดงสถานะสมาชิกหรือจัดเก็บรายงานประกอบ

แนวทางตั้งค่าในโปรแกรมเงินเดือน

ฝ่าย HR ควรตั้งค่าดังนี้

  1. บันทึกประเภทการลาเป็น “ลาไม่รับค่าจ้าง” ให้ถูกต้อง
  2. ให้ระบบหักค่าจ้างตามหลักเกณฑ์ของบริษัท
  3. ใช้ค่าจ้างหลังหักวันลาเป็นฐานกองทุน
  4. ตรวจรายการค่าจ้างอื่น เช่น ค่าคอมมิชชันหรือค่าตำแหน่ง
  5. ถ้าฐานค่าจ้างรวมเป็นศูนย์ ให้เงินสะสมและเงินสมทบเป็นศูนย์
  6. ไม่แจ้งพนักงานออกจากกองทุน
  7. เก็บใบลาและหนังสืออนุมัติเป็นหลักฐาน
  8. แยกกรณีลาไม่รับค่าจ้างออกจากกรณีค้างจ่ายเงินเดือนอย่างชัดเจน

สรุป: หากพนักงานลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างทั้งงวดและไม่มีค่าจ้างอื่น เงินสะสมและเงินสมทบเป็น 0 บาท แต่ยังคงเป็นสมาชิกกองทุน หากลาเพียงบางวัน ให้คำนวณจากค่าจ้างที่เหลือจริง ส่วนกรณีนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างยังคงต้องนำส่ง เพราะลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างอยู่

แนะนำสำหรับฝ่าย HR

หากคุณใช้ระบบเงินเดือน Bplus HRM สามารถตั้งค่าการหักเงินได้ทุกกรณี

พร้อมรองรับแบบฟอร์สกล.3 และ สกล.3/1ได้อย่างครบถ้วน

ช่วยให้การจัดการเอกสารและการนำส่งเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

หรือสนใจชมสาธิตการใช้งานเพื่อรับสิทธิทดลองใช้

ติดต่อหาเราได้ที่

 
สนใจโปรแกรมเงินเดือนติดต่อ 092-345-3681 สนใจโปรแกรมเงินเดือนติดต่อ 092-345-3681 สนใจโปรแกรมเงินเดือนติดต่อ 092-345-3681